ตารางเก็บข้อมูลที่ผู้ตรวจรับ คือตารางที่บอกได้ทุกแถวว่าข้อมูลชุดนั้นเก็บกี่ปี เริ่มนับเมื่อไร อาศัยเหตุผลหรือกฎหมายข้อใด และครบแล้วใครลบ ตาม PDPA มาตรา 23 (3) และ 37 (3) เหมาะกับ DPO ฝ่ายบุคคล และฝ่ายบัญชี ได้วิธีตั้งระยะเวลาตาม TDPG และหลักฐานที่ควรเตรียม
- PDPA มาตรา 23 (3) ให้แจ้งระยะเวลาเก็บตั้งแต่ตอนเก็บข้อมูล ถ้าบอกเป็นตัวเลขไม่ได้ ต้องบอกระยะเวลาที่คาดหมายได้
- มาตรา 37 (3) บังคับให้มีระบบตรวจสอบเพื่อลบเมื่อครบกำหนด ประกาศการลบปี 2567 ข้อ 9 ขยายหลักเกณฑ์การลบมาใช้กับระบบนี้ด้วย
- TDPG แนะนำให้ตั้งระยะเวลาตามลำดับ มีกฎหมายกำหนดให้ใช้ตามนั้น ไม่มีก็ดูอายุความ เกินจากนั้นควรลบ (แนวปฏิบัติ ไม่ใช่กฎหมาย)
- แถวที่ผู้ตรวจรับต้องมีจุดเริ่มนับ ระยะเวลา ที่มาของความจำเป็น สิ่งที่ทำเมื่อครบ และชื่อผู้รับผิดชอบ
- ข้อมูลในแบ็กอัปที่ลบทันทีไม่ได้ ต้องทำให้ใช้งานยากจนกว่าจะลบได้จริง ตามประกาศปี 2567 ข้อ 4
เกือบทุกบริษัทที่ทำ PDPA มีประโยค “บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลไว้เท่าที่จำเป็น” อยู่ในนโยบาย ประโยคนี้ถูกต้อง แต่ใช้ตอบผู้ตรวจไม่ได้ พอผู้ตรวจถามว่าใบสมัครของคนที่ไม่ผ่านสัมภาษณ์เก็บไว้กี่เดือน หรือภาพกล้องวงจรปิดหน้าร้านลบรอบละกี่วัน คนในบริษัทมักตอบไม่ตรงกัน
ตารางระยะเวลาเก็บข้อมูล (retention schedule) คือเอกสารที่ปิดช่องว่างนี้ บทความนี้ไล่ตั้งแต่ตัวบทที่บังคับ ลำดับการคิดตัวเลขที่ TDPG วางไว้ ช่องที่แต่ละแถวต้องมี ไปจนถึงวิธีลบเมื่อครบกำหนดตามประกาศปี 2567 ใครทำ RoPA เสร็จแล้วจะต่อยอดได้ทันที เพราะช่องระยะเวลาเก็บในบันทึกรายการก็คือตัวเลขชุดเดียวกัน
กฎหมายบังคับให้มีตารางเก็บข้อมูลหรือไม่?
PDPA ไม่ได้ใช้คำว่า “ตาราง” แต่บังคับให้มีสิ่งที่ตารางทำหน้าที่แทนอยู่สามจุด จุดแรกคือมาตรา 23 (3) ที่ให้แจ้งเจ้าของข้อมูลตั้งแต่ตอนเก็บว่าจะเก็บไว้นานเท่าใด
(3) ข้อมูลส่วนบุคคลที่จะมีการเก็บรวบรวมและระยะเวลาในการเก็บรวบรวมไว้ ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาดังกล่าวได้ชัดเจน ให้กำหนดระยะเวลาที่อาจคาดหมายได้ตามมาตรฐานของการเก็บรวบรวม
จุดที่สองคือมาตรา 39 (4) ที่ให้บันทึก “ระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล” ไว้ใน RoPA และจุดที่สามซึ่งหนักที่สุดคือมาตรา 37 (3) ที่ไม่ได้ให้แค่เขียนตัวเลข แต่ให้มีระบบคอยตรวจและลบจริง
(3) จัดให้มีระบบการตรวจสอบเพื่อดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการเก็บรักษา หรือที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลนั้น หรือตามที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลร้องขอ หรือที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ถอนความยินยอม
อ่านมาตรา 37 (3) แล้วจะเห็นว่าคำว่า “เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการเก็บรักษา” จะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีกำหนดให้พ้น ถ้าไม่มีตาราง ระบบตรวจสอบก็ไม่รู้ว่าต้องตรวจอะไร ตารางจึงเป็นจุดตั้งต้นของหน้าที่ตามมาตรานี้ทั้งหมด
เก็บกี่ปีถึงจะพอดี ตั้งตัวเลขจากอะไร?
TDPG 4.0 ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติของภาคเอกชน ไม่ใช่กฎหมาย วางลำดับการคิดไว้ในหัวข้อ G7 อย่างเป็นขั้น ข้อดีของการทำตามลำดับนี้คือทุกตัวเลขในตารางจะมีเหตุผลรองรับ ไม่ได้มาจากความรู้สึกว่า “น่าจะพอ”
G7.1 หากมีระยะเวลาตามกฎหมายระบุชัดเจนให้เก็บรักษาไว้เป็นระยะเวลานานเท่าใดให้เก็บรักษาตามกำหนดเวลานั้น
ขั้นแรกจึงเป็นการไล่หากฎหมายเฉพาะเรื่อง TDPG ยกตัวอย่างไว้ชุดหนึ่ง ตารางข้างล่างคัดมาตามที่ TDPG สรุปไว้ ก่อนใส่ตารางจริงควรเปิดกฎหมายต้นทางอีกครั้ง เพราะคลังของเราไม่มีตัวบทของกฎหมายเหล่านั้นให้ตรวจทานคำต่อคำ
| กฎหมายที่ TDPG อ้าง | ข้อมูล | ระยะเวลาตามที่ TDPG สรุป |
|---|---|---|
| พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 | บัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชี | ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันปิดบัญชี (หรือตามประกาศอธิบดี ไม่เกิน 7 ปี) |
| ประมวลรัษฎากร | รายงาน ใบกำกับภาษี และเอกสารประกอบแบบแสดงรายการภาษี | ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันยื่นแบบหรือวันทำรายงาน หรืออีก 2 ปีนับแต่เลิกกิจการ |
| พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 | ทะเบียนลูกจ้าง | ไม่น้อยกว่า 2 ปีนับแต่สิ้นสุดการจ้างแต่ละราย |
| พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 | เอกสารการจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา | ไม่น้อยกว่า 2 ปีนับแต่วันจ่าย และเก็บจนคดีถึงที่สุดถ้ามีข้อพิพาท |
| พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 | หลักฐานการแสดงตนของลูกค้าสถาบันการเงิน | 5 ปีนับแต่ปิดบัญชีหรือยุติความสัมพันธ์ |
| ประกาศกระทรวงดิจิทัลฯ เรื่องการเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2564 | ข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ | ไม่น้อยกว่า 90 วันนับแต่ข้อมูลเข้าสู่ระบบ |
ข้อมูลส่วนใหญ่ของบริษัทไม่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้ เช่น ใบสมัครงานของคนที่ไม่ได้รับเลือก รายชื่อลูกค้าที่เลิกซื้อ หรือแชตกับลูกค้า ขั้นที่สองของ TDPG ให้ถามต่อว่าเก็บไว้เพื่อใช้สู้คดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องในอนาคตหรือไม่
G7.2 หากไม่มีกฎหมายหรือหลักเกณฑ์ที่กำหนดระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูลไว้อย่างชัดแจ้ง ท่านควรพิจารณาว่ามีความจำเป็นต้องเก็บรักษาข้อมูลไว้เพื่อใช้ในการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่ อย่างไรก็ดี ข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องดังกล่าวไม่ว่าในกรณีใด ควรต้องลบทำลาย
ตัวเลขในขั้นนี้มาจากอายุความ อายุความที่ PDPA เขียนไว้เองอยู่ในมาตรา 78 วรรคสอง ซึ่ง TDPG ข้อ G7.3 ใช้เป็นเหตุผลในการเก็บหลักฐานการขอความยินยอมต่อไปอีกระยะหนึ่ง แม้เลิกประมวลผลแล้ว
สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้เป็นอันขาดอายุความเมื่อพ้นสามปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องรับผิด หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่มีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
ประโยคท้ายของ G7.2 อย่าอ่านข้าม อายุความเป็นเหตุให้เก็บเฉพาะข้อมูลที่ใช้พิสูจน์ข้อเรียกร้อง ไม่ใช่ใบอนุญาตให้เก็บทั้งแฟ้มไว้สิบปี TDPG เขียนต่อว่าอาจเก็บไว้เพียงข้อมูลพื้นฐาน เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร ส่วนที่เหลือควรลบ
ข้อมูลชุดเดียวกัน ระยะเวลาไม่เท่ากันก็ได้
TDPG ข้อ G7.4 ยกตัวอย่างกล้องวงจรปิดไว้ชัด ธนาคารที่ติดกล้องหน้าตู้เอทีเอ็มอาจต้องเก็บภาพหลายสัปดาห์ เพราะธุรกรรมผิดปกติจะรู้ก็ต่อเมื่อลูกค้าเห็นรายการเดินบัญชี ส่วนร้านอาหารเก็บสั้นกว่าได้ เพราะเหตุในร้านมักรู้ทันที แต่ถ้าแจ้งความแล้วต้องเก็บไว้จนตำรวจมารับ
ข้อ G7.5 เพิ่มอีกกรณีที่คนมักลืม เมื่อลูกค้าขอให้หยุดส่งการตลาด บริษัทเก็บข้อมูลไว้พอให้รู้ว่าห้ามส่งหาคนนี้อีกได้ ตารางที่ดีจึงแยกแถวตามวัตถุประสงค์ ไม่ใช่ตามระบบหรือตามแฟ้ม
แถวหนึ่งในตารางต้องมีกี่ช่อง ผู้ตรวจถึงจะรับ?
ตอบสั้น ๆ คือห้าช่อง TDPG ข้อ G8.1 วางหลักไว้ว่าระยะเวลาแต่ละตัวต้องอธิบายเหตุผลได้และบอกฐานทางกฎหมายที่ใช้กำหนดได้
โดยท่านต้องกำหนดประเภทข้อมูลส่วนบุคคลและระยะเวลาการเก็บรักษาที่จำเป็นและเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล โดยต้องสามารถให้เหตุผลอธิบายถึงความจำเป็น ตลอดจนเปิดเผยหลักเกณฑ์และฐานทางกฎหมายที่ใช้กำหนดระยะเวลาการเก็บรักษาดังกล่าวได้
ตัวอย่างตารางของฝ่ายบุคคลใน TDPG ข้อ G9.3 มีคอลัมน์กิจกรรม จุดเริ่มนับ ระยะเวลา การดำเนินการเมื่อพ้นกำหนด ที่มาความจำเป็น และผู้รับผิดชอบ เมื่อนำมาใช้จริง แต่ละช่องควรตอบคำถามเหล่านี้ได้
- จุดเริ่มนับ นับจากเหตุการณ์อะไร เช่น วันสิ้นสุดสัญญา วันพ้นสภาพพนักงาน วันสิ้นปีบัญชี ไม่ใช่ “นับจากวันที่เก็บ” ทุกแถว
- ระยะเวลา เป็นตัวเลขพร้อมหน่วย เช่น 90 วัน 2 ปี 10 ปี ไม่ใช่ “ตามความจำเป็น”
- ที่มาของความจำเป็น ระบุชื่อกฎหมายและมาตรา หรือเขียนว่าอิงอายุความเรื่องอะไร ถ้าเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจก็เขียนเหตุผลไว้ตรง ๆ
- การดำเนินการเมื่อครบ ลบ ทำลาย ทำให้ไม่ระบุตัวตน หรือส่งทบทวน ถ้าทบทวนต้องมีผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ไม่เกินสองทาง
- ผู้รับผิดชอบ ตำแหน่งที่อนุมัติการลบ ไม่ใช่ชื่อแผนกกว้าง ๆ
จุดเริ่มนับเวลาเก็บรักษา (Trigger) : เหตุการณ์หรือเงื่อนไขที่กำหนดให้เริ่มนับระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล โดยหลักคือนับตั้งแต่เมื่อมีความจำเป็นต้องเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล เช่น สิ้นสุดสัญญา สิ้นสุดการจ้างงาน สิ้นปีงบการเงิน เป็นต้น
ช่องจุดเริ่มนับเป็นช่องที่ตารางส่วนใหญ่พลาด สัญญาจ้างที่เขียนว่าเก็บ 10 ปี ถ้าไม่บอกว่านับจากวันเซ็นหรือวันออกจากงาน ตัวเลขจะคลาดกันได้หลายปี และระบบลบอัตโนมัติก็ตั้งค่าไม่ได้
| ข้อมูล / วัตถุประสงค์ | จุดเริ่มนับ | ระยะเวลา | ที่มา | เมื่อครบ | ผู้รับผิดชอบ |
|---|---|---|---|---|---|
| เอกสารบัญชีที่มีชื่อลูกค้า | วันปิดบัญชี | 5 ปี | พ.ร.บ.การบัญชี ตามที่ TDPG สรุป | ทำลาย | ผู้จัดการฝ่ายบัญชี |
| ทะเบียนลูกจ้าง | วันพ้นสภาพพนักงาน | 2 ปี | พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ตามที่ TDPG สรุป | ทบทวน | หัวหน้าฝ่ายบุคคล |
| หลักฐานการขอความยินยอมทางการตลาด | วันถอนความยินยอมหรือเลิกใช้ | ตามอายุความ PDPA มาตรา 78 | TDPG ข้อ G7.3 | ลบ เหลือรายชื่อห้ามติดต่อ | DPO |
| ภาพกล้องวงจรปิดหน้าร้าน | วันที่บันทึก | กำหนดเป็นวัน ตามความเสี่ยงของร้าน | TDPG ข้อ G7.4 | บันทึกทับ เว้นแต่มีเหตุ | ผู้จัดการสาขา |
ครบกำหนดแล้วต้องลบอย่างไร ประกาศปี 2567 ว่าอย่างไร?
ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเรื่องหลักเกณฑ์การลบ ทำลาย หรือทำให้ข้อมูลไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ พ.ศ. 2567 มีผลตั้งแต่ 12 พฤศจิกายน 2567 คนส่วนมากอ่านแค่ส่วนที่ว่าด้วยคำขอลบของลูกค้า แต่ข้อ 9 ดึงหลักเกณฑ์ชุดเดียวกันมาใช้กับการลบตามตารางด้วย
นอกจากการดำเนินการตามที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลใช้สิทธิตามมาตรา 33 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่จัดให้มีระบบการตรวจสอบเพื่อดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 37 (3) ด้วย โดยให้นำข้อ 3 วรรคสองและวรรคสาม ข้อ 4 ข้อ 5 และข้อ 6 ของประกาศนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ผลในทางปฏิบัติคือ เมื่อแถวใดในตารางครบกำหนด การลบต้องครอบคลุมสำเนาและแบ็กอัปตามข้อ 3 วรรคสอง และถ้าเลือกทำข้อมูลนิรนามแทนการลบ ต้องผ่านเกณฑ์ข้อ 6 คือเอาตัวระบุทางตรงออกก่อน แล้วลดโอกาสระบุตัวจากตัวระบุทางอ้อมให้ต่ำเพียงพอ
ปัญหาที่ฝ่ายไอทีแทบทุกบริษัทเจอคือแบ็กอัปเทปหรือสแนปช็อตที่ลบทีละรายการไม่ได้ ข้อ 4 ของประกาศเดียวกันตอบเรื่องนี้ไว้ และข้อ 9 ก็ให้ใช้กับการลบตามตารางด้วย
หากไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ตามระยะเวลาที่กำหนดในข้อ 3 เช่น กรณีข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ยังคงถูกเก็บบันทึกไว้ชั่วคราวระหว่างที่รอให้ถูกบันทึกทับหรือแทนที่โดยข้อมูลอื่น (to be overwritten by other data) เนื่องจากเหตุผลทางเทคนิค ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นอยู่ในรูปแบบที่การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวเป็นไปได้ยาก จนกว่าจะดำเนินการตามข้อ 3 แล้วเสร็จ
ในตารางจึงควรมีหมายเหตุสำหรับแบ็กอัปแยกไว้หนึ่งบรรทัด ว่าแบ็กอัปหมุนรอบกี่วัน ระหว่างรอถูกเขียนทับใครเข้าถึงได้ และห้ามกู้คืนข้อมูลที่ครบกำหนดแล้วกลับมาใช้ ข้อ 4 (1) ถึง (5) วางเงื่อนไขไว้ห้าข้อ ตั้งแต่ไม่มีเจตนาเข้าถึงอีก ไปจนถึงต้องลบจริงเมื่อทำได้
ลูกค้าขอลบก่อนครบกำหนด ตารางช่วยตอบได้อย่างไร?
ถ้าทำตารางไว้ดี เวลามีคนใช้สิทธิตามมาตรา 33 ก็หยิบคำตอบจากตารางได้เลย เพราะมาตรา 33 วรรคสองยกเว้นไว้ให้เก็บต่อได้ในบางกรณี และเหตุผลในช่อง “ที่มา” ของตารางก็คือเหตุยกเว้นเหล่านั้นเอง
ความในวรรคหนึ่งมิให้นำมาใช้บังคับกับการเก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การเก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ตามมาตรา 24 (1) หรือ (4) หรือมาตรา 26 (5) (ก) หรือ (ข) การใช้เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย
แถวที่อ้างกฎหมายบัญชีตอบได้ว่าเป็นการเก็บ “เพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย” แถวที่อ้างอายุความตอบได้ว่าเพื่อสู้สิทธิเรียกร้อง ส่วนแถวที่เขียนเหตุผลว่า “เผื่อใช้” ไม่มีข้อยกเว้นข้อใดรองรับ เมื่อปฏิเสธคำขอ ประกาศปี 2567 ข้อ 8 วรรคสามให้แจ้งเหตุผลแก่ผู้ขอ และมาตรา 39 (7) ให้บันทึกการปฏิเสธไว้ อ่านขั้นตอนเต็มได้ใน ตอบคำขอใช้สิทธิให้ทันกำหนด
ทะเบียนลูกจ้างยังอยู่ในระยะที่ TDPG สรุปว่ากฎหมายแรงงานให้เก็บ จึงเข้าข้อยกเว้นการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ข้อมูลอย่างผู้ติดต่อฉุกเฉินไม่มีเหตุให้เก็บต่อ TDPG ข้อ G7.5 ยกตัวอย่างนี้ไว้เองว่าควรลบ
การตลาดไม่ใช่เหตุตามมาตรา 33 วรรคสอง ลบข้อมูลการตลาดได้ทันที เก็บไว้เพียงข้อมูลพอให้รู้ว่าห้ามติดต่อคนนี้อีกตาม TDPG ข้อ G7.5
เอกสารภาษียังอยู่ในระยะที่ประมวลรัษฎากรให้เก็บตามที่ TDPG สรุป เข้าข้อยกเว้นเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย ต้องแจ้งเหตุผลตามประกาศปี 2567 ข้อ 8 วรรคสามและบันทึกการปฏิเสธ
ไม่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดระยะเวลา ถ้าตารางกำหนดไว้สั้นและไม่มีข้อพิพาท ก็ไม่มีเหตุยกเว้นให้เก็บต่อ
ผู้ตรวจจะขอดูอะไร นอกจากตัวตาราง?
ตารางอย่างเดียวพิสูจน์ได้แค่ว่าบริษัทตั้งใจจะลบ มาตรา 37 (3) ใช้คำว่า “ระบบการตรวจสอบ” ผู้ตรวจจึงมักขอดูหลักฐานว่าระบบนั้นทำงานจริง ชุดที่ควรเตรียมไว้มีดังนี้
- ตารางฉบับล่าสุด มีวันที่อนุมัติ ชื่อผู้อนุมัติ และรอบทบทวน TDPG ข้อ G9.6 แนะนำให้ผู้บริหารเป็นผู้อนุมัตินโยบาย
- บันทึกการลบหรือทำลายแต่ละรอบ ว่าลบอะไร จากระบบไหน กี่รายการ ใครอนุมัติ
- ใบรับรองจากผู้รับทำลายเอกสาร ถ้าจ้างบริษัทภายนอกย่อยกระดาษหรือทำลายฮาร์ดดิสก์
- หมายเหตุเรื่องแบ็กอัปตามประกาศปี 2567 ข้อ 4
- ประกาศความเป็นส่วนตัวที่ระยะเวลาเก็บตรงกับตาราง
คำถามที่พบบ่อย
เขียนในประกาศความเป็นส่วนตัวว่า “เก็บตามที่กฎหมายกำหนด” พอไหม?
มาตรา 23 (3) ให้แจ้งระยะเวลาเก็บ ถ้ากำหนดให้ชัดไม่ได้ให้บอกระยะเวลาที่คาดหมายได้ คำว่า “ตามที่กฎหมายกำหนด” เฉย ๆ ไม่บอกทั้งตัวเลขและกฎหมาย ควรเขียนเป็นช่วงเวลาหรืออย่างน้อยบอกว่าอิงกฎหมายฉบับใด
เก็บทุกอย่างไว้ 10 ปีให้ปลอดภัยไว้ก่อนได้ไหม?
ไม่ควร มาตรา 37 (3) ให้ลบข้อมูลที่เกินความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ และ TDPG ข้อ G7.2 แนะนำว่าข้อมูลที่ไม่เกี่ยวกับข้อเรียกร้องควรลบ การเก็บนานเกินเหตุยังทำให้ความเสียหายใหญ่ขึ้นถ้าข้อมูลรั่ว
TDPG บังคับใช้เหมือนกฎหมายหรือไม่?
ไม่ TDPG 4.0 เป็นแนวปฏิบัติที่ภาคเอกชนจัดทำ ใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิงได้ แต่ไม่มีผลผูกพันเหมือน พ.ร.บ.หรือประกาศคณะกรรมการ ตัวเลขของกฎหมายอื่นที่ TDPG สรุปไว้ควรตรวจกับกฎหมายต้นทางก่อนใช้
ต้องลบแบ็กอัปทันทีเมื่อครบกำหนดหรือไม่?
ประกาศการลบปี 2567 ข้อ 3 วรรคสองให้การลบครอบคลุมสำเนาและแบ็กอัป ถ้าทำทันทีไม่ได้ด้วยเหตุทางเทคนิค ข้อ 4 ให้ทำให้ข้อมูลนั้นใช้งานได้ยาก ห้ามเข้าถึง และลบจริงเมื่อทำได้ ข้อ 9 นำหลักนี้มาใช้กับการลบตามตารางด้วย
ทำข้อมูลนิรนามแทนการลบได้ไหม?
ได้ ถ้าผ่านเกณฑ์ข้อ 6 ของประกาศปี 2567 คือเอาตัวระบุทางตรงออกทั้งหมดและลดโอกาสระบุตัวทางอ้อมให้ต่ำเพียงพอ แต่ถ้าเป็นคำขอลบเพราะเก็บมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 33 (4) ข้อ 7 ให้ลบหรือทำลายเท่านั้น
ใครควรเป็นเจ้าของตาราง?
TDPG ข้อ G9.2 แนะนำให้มีเจ้าหน้าที่เจ้าของข้อมูลแต่ละชุดเป็นผู้อนุมัติการลบ และมีผู้ตรวจการปฏิบัติตามนโยบายแยกต่างหาก DPO ดูภาพรวม ส่วนหัวหน้าฝ่ายที่ใช้ข้อมูลเป็นผู้ตอบว่าแต่ละแถวเก็บไว้ทำไม
ตัวบทและแหล่งอ้างอิง
- พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 — มาตรา 23 (3) · มาตรา 33 วรรคสอง · มาตรา 37 (3) · มาตรา 39 (4) · มาตรา 78 วรรคสอง
- ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์ในการลบหรือทำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ พ.ศ. 2567 — ข้อ 3 · ข้อ 4 · ข้อ 9
- แนวปฏิบัติ TDPG 4.0 (Thailand Data Protection Guidelines) — แนวปฏิบัติ ไม่ใช่กฎหมาย — หัวข้อ G (Data Retention) ข้อ G5 · G7 · G7.1–G7.6 · G8.1 · G9.3
ตัวบทที่ยกมาในกรอบ "ตัวบท" คัดคำต่อคำจากคลังกฎหมายของ AIPDPA ซึ่งถอดจากราชกิจจานุเบกษาและเอกสารของหน่วยงานรัฐ แล้วระบบตรวจทุกครั้งที่แก้บทความว่าตรงกับคลังทุกตัวอักษร · บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง

