กล้องวงจรปิดในออฟฟิศ ร้าน คอนโด คือการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล เพราะภาพที่เห็นหน้าคนเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ต้องแจ้งตามมาตรา 23 ก่อนหรือขณะบันทึก เหมาะกับเจ้าของกิจการและนิติบุคคลอาคารชุด ได้แนวทางป้าย 2 ชั้น ฐานประโยชน์อันชอบธรรม การจำกัดคนดู และการส่งภาพให้หน่วยงานรัฐ
- PDPA มาตรา 23 ให้แจ้งเจ้าของข้อมูลก่อนหรือขณะเก็บ สำหรับกล้องคือก่อนคนเดินเข้ามุมกล้อง
- TDPG 4.0 แนะนำป้าย 2 ชั้น: ป้ายหน้าพื้นที่บอกผู้ควบคุม วัตถุประสงค์ ฐาน สิทธิ และฉบับเต็มผ่าน QR
- ฐานที่ TDPG 4.0 แนะนำสำหรับกล้องเพื่อความปลอดภัยคือประโยชน์อันชอบธรรม พร้อมทำ LIA
- TDPG 4.0 ข้อ M2: ให้ภาพแก่หน่วยงานรัฐได้เฉพาะเมื่อหน่วยงานนั้นมีอำนาจตามกฎหมาย
- ห้องน้ำและห้องแต่งตัวไม่ควรมีกล้อง ตาม TDPG 4.0 ข้อ HR77
ร้านกาแฟติดกล้องสองตัวที่หน้าเคาน์เตอร์ ออฟฟิศติดกล้องที่ประตูเข้าออกและห้องเก็บเอกสาร คอนโดติดกล้องที่ลิฟต์ ลานจอดรถ และทางเดินทุกชั้น เจ้าของสถานที่ส่วนใหญ่คิดว่าติดเพื่อความปลอดภัย จึงไม่น่าเกี่ยวกับ PDPA
แต่ภาพที่เห็นหน้าคนชัดพอจะรู้ว่าเป็นใคร คือข้อมูลส่วนบุคคล เมื่อกล้องบันทึก ก็คือการเก็บรวบรวมข้อมูล หน้าที่ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) จึงตามมาทั้งชุด ตั้งแต่การแจ้ง การเลือกฐาน ระยะเวลาเก็บ ไปจนถึงการส่งภาพให้คนอื่น
บทความนี้ใช้ตัวบท PDPA คู่กับ TDPG 4.0 ซึ่งมีตัวอย่างเรื่องกล้องวงจรปิดอยู่หลายบท และข้อหารือของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ที่เกี่ยวกับนิติบุคคลอาคารชุด ถ้าต้องการเวอร์ชันสั้น อ่าน คู่มือกล้องวงจรปิดกับ PDPA ก่อนได้
ติดกล้องแล้วต้องแจ้งอะไร และแจ้งเมื่อไร?
ต้องแจ้งก่อนหรือขณะเก็บข้อมูล ตามมาตรา 23 สำหรับกล้องวงจรปิด จังหวะนั้นคือก่อนที่คนจะเดินเข้ามุมกล้อง จึงต้องมีป้ายที่เห็นได้ก่อนเข้าพื้นที่
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบก่อนหรือในขณะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลถึงรายละเอียด ดังต่อไปนี้ เว้นแต่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ทราบถึงรายละเอียดนั้นอยู่แล้ว
ปัญหาคือรายละเอียดตามมาตรา 23 มีถึง 6 ข้อ ถ้าพิมพ์ทั้งหมดลงป้าย ป้ายจะใหญ่เกินไป หรือตัวหนังสือเล็กจนไม่มีใครอ่าน TDPG 4.0 จึงเสนอให้แจ้งเป็นชั้น (layered approach)
สำหรับชั้นแรก (first layer) ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญและควรเป็นป้ายเตือนที่เห็นได้ชัดก่อนที่จะเข้าสู่บริเวณที่มีการใช้กล้องวงจรปิด ประกอบด้วยข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าใครเป็นผู้ควบคุมข้อมูล หรือตัวแทน (ถ้ามี) ข้อมูลการติดต่อเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ถ้ามี) วัตถุประสงค์และฐานทางกฎหมายในการใช้กล้องวงจรปิด สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยย่อ
| ชั้นที่ 1: ป้ายหน้าพื้นที่ | ชั้นที่ 2: ฉบับเต็ม | |
|---|---|---|
| ติดที่ไหน | ก่อนเข้าพื้นที่ที่กล้องครอบคลุม เช่น ประตู ทางเข้าลานจอด | โต๊ะประชาสัมพันธ์ เว็บไซต์ หรือ QR code บนป้ายชั้นแรก |
| ต้องมีอะไร | ใครเป็นผู้ควบคุมข้อมูล ช่องทางติดต่อ DPO (ถ้ามี) วัตถุประสงค์ ฐานทางกฎหมาย สิทธิโดยย่อ | รายละเอียดที่เหลือตามมาตรา 23 เช่น ระยะเวลาเก็บภาพ ผู้ที่อาจได้รับภาพ |
| ข้อควรระวัง | ต้องเห็นได้ก่อนเดินเข้ามุมกล้อง ไม่ใช่ติดไว้ด้านในห้อง | ลิงก์ต้องเปิดได้จริง และข้อความตรงกับที่ทำจริง |
TDPG 4.0 ข้อ E44 เพิ่มรายการที่ควรแจ้งสำหรับกล้องอีกบางเรื่อง เช่น ผู้รับข้อมูลหรือการส่งข้อมูลไปต่างประเทศ (ถ้าเก็บภาพบนคลาวด์ต่างประเทศ) และระยะเวลาเก็บ พร้อมแนะนำให้ติดป้ายหรือสติกเกอร์ทั้งที่ทางเข้าและในพื้นที่ที่กล้องครอบคลุม
ต้องขอความยินยอมคนที่เดินผ่านกล้องไหม?
ไม่ต้อง และไม่ควรใช้ด้วย เพราะคนที่เดินเข้าอาคารไม่มีทางปฏิเสธการถูกบันทึกได้จริง TDPG 4.0 ข้อ E44 แนะนำฐานประโยชน์อันชอบธรรมตามมาตรา 24 (5) สำหรับกล้องเพื่อความปลอดภัย และให้ทำการประเมินประโยชน์อันชอบธรรม (LIA) ไว้
ข้อเดียวกันยังเตือนสองเรื่อง คืออย่าเก็บเกินจำเป็น เช่น ในพื้นที่ที่เป็นส่วนตัวมาก และถ้ากล้องบันทึกเสียงหรือใช้ระบบวิเคราะห์ใบหน้า ความเสี่ยงจะสูงขึ้นจนควรทำ DPIA ระบบจดจำใบหน้ายังอาจเข้าข่ายข้อมูลชีวภาพตามมาตรา 26 ซึ่งเป็นข้อมูลอ่อนไหวด้วย
ส่วนกล้องที่ใช้ดูการทำงานของพนักงาน ไม่ใช่แค่เฝ้าประตู TDPG 4.0 ข้อ HR65 ระบุว่าความยินยอมของลูกจ้างในเรื่องนี้อาจไม่เป็นอิสระ นายจ้างจึงอาศัยความยินยอมนั้นไม่ได้ ต้องกลับไปชั่งน้ำหนักตามฐานประโยชน์อันชอบธรรม ดูเหตุผลเต็มได้ใน บทความเรื่องเมื่อไรไม่ต้องขอความยินยอม
เก็บภาพไว้กี่วันถึงพอดี?
PDPA ไม่ได้กำหนดจำนวนวันตายตัวสำหรับภาพกล้องวงจรปิด หลักคือเก็บเท่าที่จำเป็นต่อวัตถุประสงค์ และต้องบอกระยะเวลาไว้ในการแจ้งตามมาตรา 23 (3) TDPG 4.0 ยกตัวอย่างไว้ว่า ธุรกิจต่างชนิดกันมีเหตุผลให้เก็บนานไม่เท่ากัน
ธนาคารติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ที่ตู้เอทีเอ็มเพื่อป้องกันการฉ้อฉล (fraud prevention) ธนาคารอาจมีความจำเป็นต้องเก็บข้อมูลจากกล้องวงจรปิดไว้เป็นระยะเวลาหลายสัปดาห์ ทั้งนี้เนื่องจากธุรกรรมต้องสงสัยอันจะยังไม่ปรากฏจนกว่าผู้เสียหายจะได้รับรายงานทางบัญชี (bank statement) แต่ในขณะที่สถานที่ให้บริการอาหารเครื่องดื่มอาจมีความจำเป็นที่จะเก็บข้อมูลจากกล้องวงจรปิดในระยะเวลาที่สั้นกว่า เพราะหากเกิดเหตุการณ์อะไรย่อมเป็นที่รับรู้ได้รวดเร็วกว่า
ตัวอย่างนี้ให้วิธีคิดที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ คือถามว่าปกติแล้วเหตุที่ต้องย้อนดูภาพจะถูกพบหลังเกิดเหตุนานแค่ไหน ร้านอาหารรู้เรื่องทะเลาะวิวาทในคืนนั้น ธนาคารอาจรู้เรื่องธุรกรรมผิดปกติเมื่อลูกค้าได้รับรายการเดินบัญชี
ตัวอย่างใต้ข้อ G7 ยังบอกต่อว่า ถ้าเหตุนั้นแจ้งความแล้ว ต้องเก็บภาพไว้จนกว่าตำรวจจะมาเก็บไปเป็นพยานหลักฐาน ระบบที่ลบทับอัตโนมัติจึงต้องมีวิธีกันคลิปที่เกี่ยวกับคดีออกมาก่อน ส่วนตัวเลข 15–30 วันในข้อ E44 ใช้เป็นจุดตั้งต้นได้ แต่ควรเขียนเหตุผลของตัวเองไว้ด้วย
ใครมีสิทธิเปิดดูภาพจากกล้อง?
ควรมีน้อยคนที่สุดเท่าที่งานต้องใช้ และต้องรู้ว่าใครดูเมื่อไร TDPG 4.0 ข้อ HR70 ให้นายจ้างจำกัดผู้เข้าถึงข้อมูลจากการตรวจสอบให้น้อยที่สุด และข้อ E44 แนะนำให้มีบันทึกการเข้าถึงไฟล์ กำหนดบทบาทผู้ดูกล้อง และเข้ารหัสหรือล็อกไฟล์
- กำหนดชื่อตำแหน่ง ที่เปิดดูภาพย้อนหลังได้ เช่น หัวหน้า รปภ. และผู้จัดการอาคาร แยกจากคนที่ดูภาพสดหน้าจอ
- ดูย้อนหลังต้องมีเหตุ และลงสมุดหรือระบบทุกครั้งว่าใคร ดูช่วงไหน เพราะอะไร
- การคัดลอกหรือส่งออกคลิป ต้องได้รับอนุมัติ และเก็บสำเนาไว้ในที่ที่ล็อกได้
- บริษัทติดตั้งหรือบริษัท รปภ. ที่ทำตามคำสั่งเจ้าของสถานที่มีฐานะเป็นผู้ประมวลผลข้อมูล ต้องมีข้อตกลงการประมวลผลข้อมูล (TDPG 4.0 ข้อ HR75 และตัวอย่างบริษัทรักษาความปลอดภัยในบท B)
ในที่ทำงาน TDPG 4.0 ข้อ HR74 ยังให้แจ้งพนักงานด้วยป้ายหรือประกาศที่ชัดเจนว่าติดกล้องตรงไหน ระบบทำงานอย่างไร ติดต่อผู้ให้บริการระบบได้ทางไหน และใช้กล้องด้วยเหตุผลอะไร ส่วนพื้นที่ที่ห้ามติดกล้องเด็ดขาดในทางปฏิบัติ TDPG เขียนไว้ชัด
นายจ้างไม่ควรจะซ่อนกล้องวิดีโอหรืออุปกรณ์ดักฟังในพื้นที่ที่ลูกจ้างคาดหมายว่าจะเป็นพื้นที่ส่วนตัวอย่างแท้จริง เช่น ห้องน้ำ ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า เป็นต้น
การติดกล้องแบบลับ TDPG 4.0 ข้อ HR76 ถือเป็นกรณีไม่ปกติ ต้องมีเหตุสมควร เช่น สงสัยการกระทำความผิดอาญาหรือการทุจริตที่ต้องสอบสวนโดยเร็ว ต้องสนใจเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ลบข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้อง และหยุดเมื่อการสอบสวนเสร็จ
ตำรวจขอภาพจากกล้อง ต้องให้ไหม?
ให้ได้เมื่อผู้ขอมีอำนาจตามกฎหมาย และควรตรวจอำนาจนั้นก่อนส่ง TDPG 4.0 ข้อ M2 วางหลักไว้ทั้งสองด้าน คือถ้ารัฐมีอำนาจ ผู้ควบคุมข้อมูลก็ส่งได้ ถ้าไม่มี ผู้ควบคุมข้อมูลเองจะต้องรับผิด
ผู้ควบคุมข้อมูลมีหน้าที่ให้หน่วยงานของรัฐ/รัฐบาลเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้เฉพาะเมื่อรัฐมีอำนาจตามกฎหมายเท่านั้น หากรัฐไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องไม่ให้รัฐเข้าถึงหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล มิเช่นนั้นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะมีความรับผิดตามกฎหมายจากการให้รัฐเข้าถึงหรือเปิดเผยข้อมูลให้รัฐโดยไม่มีหน้าที่ตามกฎหมาย
TDPG 4.0 ข้อ M16 ย้ำอีกชั้นว่า มาตรา 4 ยกเว้นเฉพาะกิจกรรมของหน่วยงานรัฐ เอกชนที่ส่งข้อมูลให้รัฐไม่ได้รับยกเว้นไปด้วย ต้องมีฐานตามมาตรา 24 หรือ 26 ประกอบมาตรา 27 และต้องบันทึกการเปิดเผยไว้ TDPG ยกข้อหารือของ สคส. กรณีโรงพยาบาล B มาเป็นตัวอย่าง ซึ่ง สคส. เห็นว่าการที่พนักงานสอบสวนขอข้อมูลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
- รับคำขอจดชื่อหน่วยงาน เจ้าหน้าที่ ต้นสังกัด วันที่ และช่วงเวลาของภาพที่ขอTDPG ข้อ M15
- ตรวจอำนาจดูเอกสาร: หมายศาลหรือคำสั่งศาล หนังสือราชการที่อ้างกฎหมายเฉพาะ หรือไม่มีเอกสารเลยTDPG ข้อ M15
- ตัดสินใจมีหมายหรือคำสั่งศาลให้ดำเนินการ ถ้าไม่มีเอกสารหรือสงสัยเอกสาร ให้ชะลอจนพิสูจน์อำนาจได้TDPG ข้อ M15
- ส่งภาพตัดเฉพาะช่วงที่เกี่ยวข้อง ส่งผ่านช่องทางที่ปลอดภัย เก็บสำเนาสิ่งที่ส่งมาตรา 22 · มาตรา 37 (1)
- บันทึกบันทึกการเปิดเผยลงรายการตามมาตรา 39 พร้อมเก็บหลักฐานคำขอตลอดกระบวนการมาตรา 27 วรรคสาม · TDPG ข้อ M16
ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องบันทึกการใช้หรือเปิดเผยนั้นไว้ในรายการตามมาตรา 39
ลูกค้าหรือผู้เช่ามาขอดูภาพ ทำอย่างไร?
แยกให้ออกก่อนว่าผู้ขอเป็นใคร ถ้าเป็นคนที่อยู่ในภาพเองและขอภาพของตัวเอง เป็นการใช้สิทธิขอเข้าถึงตามมาตรา 30 ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่ได้อยู่ในภาพ เช่น เจ้าของรถที่ถูกขูดอยากเห็นหน้าคนขูด ก็เป็นการเปิดเผยข้อมูลของบุคคลอื่น ซึ่งต้องมีฐานตามมาตรา 27
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องปฏิบัติตามคำขอตามวรรคหนึ่ง จะปฏิเสธคำขอได้เฉพาะในกรณีที่เป็นการปฏิเสธตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล และการเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลนั้นจะส่งผลกระทบที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น
ภาพกล้องมักมีคนอื่นติดมาด้วย มาตรา 30 วรรคสองจึงสำคัญ การเบลอหน้าคนอื่นก่อนส่งเป็นทางที่ใช้กันทั่วไปเพื่อให้ตอบคำขอได้โดยไม่กระทบบุคคลอื่น ถ้าปฏิเสธ มาตรา 30 วรรคสามให้บันทึกการปฏิเสธพร้อมเหตุผลไว้ในรายการตามมาตรา 39
ส่วนกรณีบุคคลภายนอกขอดูภาพคนอื่น ทางที่ปลอดภัยกว่าคือให้ไปแจ้งความ แล้วส่งภาพให้พนักงานสอบสวนตามขั้นตอนข้างบน แทนการเปิดให้ดูหน้าเคาน์เตอร์ ถ้าจะให้ดูเองโดยอ้างประโยชน์อันชอบธรรม ควรชั่งน้ำหนักและบันทึกเหตุผลไว้ก่อน
นิติบุคคลอาคารชุดได้รับยกเว้นอะไรบ้าง?
ได้ยกเว้นเฉพาะบางส่วนของการทำบันทึกรายการ (RoPA) ไม่ได้ยกเว้นหน้าที่แจ้งหรือหน้าที่รักษาความปลอดภัย สคส. ตอบข้อหารือของนิติบุคคลอาคารชุด อ. ว่านิติบุคคลอาคารชุดที่มีลักษณะไม่แสวงหากำไรได้รับยกเว้นการบันทึกรายการบางข้อตามประกาศเรื่องกิจการขนาดเล็ก แต่ปิดท้ายไว้ชัด
อย่างไรก็ดี นิติบุคคลอาคารชุดฯ ยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ในส่วนอื่น โดยเฉพาะการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จำเป็นภายใต้วัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ การแจ้งรายละเอียดในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบก่อนหรือในขณะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Notice) ตามมาตรา ๒๓
ความเห็นเดียวกันยังระบุว่า การยกเว้นไม่รวมกรณีที่มีความเสี่ยงต่อสิทธิของเจ้าของข้อมูล หรือไม่ใช่การเก็บเป็นครั้งคราว ซึ่งกล้องที่บันทึกตลอดเวลาน่าจะเข้าข่ายนี้ ทางที่ปลอดภัยคือทำ RoPA สำหรับกล้องไว้ด้วย TDPG 4.0 ตัวอย่างใต้ข้อ E45 ก็แนะนำให้นิติบุคคลอาคารชุดจำกัดพื้นที่ที่กล้องเก็บภาพและทำ RoPA
สำหรับฐานทางกฎหมาย TDPG 4.0 ตัวอย่างเรื่องนิติบุคคลอาคารชุดใต้ข้อ E45 เสนอว่า ใช้ฐานประโยชน์อันชอบธรรมเพื่อความปลอดภัย และใช้ความยินยอมเมื่อจะเผยแพร่ภาพหรือข้อมูลส่วนบุคคลในสื่อสาธารณะ เช่น โพสต์ภาพคนทิ้งขยะผิดที่ลงกลุ่มไลน์ของอาคาร
ป้ายชั้นแรกตาม TDPG ควรบอกผู้ควบคุมข้อมูล วัตถุประสงค์ ฐาน และสิทธิโดยย่อ พร้อมทางไปฉบับเต็ม
TDPG 4.0 ข้อ HR77 ระบุว่าไม่ควรติดในพื้นที่ที่ลูกจ้างคาดหมายว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัว เช่น ห้องน้ำ ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
ตรวจอำนาจตาม TDPG 4.0 ข้อ M2 และ M15 แล้ว และบันทึกตามมาตรา 27 วรรคสาม
เป็นการเปิดเผยนอกวัตถุประสงค์ความปลอดภัย TDPG แนะนำให้ใช้ความยินยอมเมื่อเผยแพร่ภาพในสื่อสาธารณะ
คำถามที่พบบ่อย
ติดกล้องในร้านเล็ก ๆ ต้องทำตาม PDPA ด้วยหรือ?
ถ้ากล้องบันทึกภาพที่ระบุตัวคนได้ ก็เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล หน้าที่แจ้งตามมาตรา 23 และการเก็บเท่าที่จำเป็นตามมาตรา 22 ใช้กับร้านเล็กด้วย ประกาศเรื่องกิจการขนาดเล็กยกเว้นเฉพาะการบันทึกรายการบางส่วน และไม่รวมกรณีที่เก็บเป็นประจำหรือมีความเสี่ยง
ป้ายกล้องวงจรปิดต้องมีข้อความอะไรบ้าง?
TDPG 4.0 แนะนำให้ป้ายชั้นแรกบอกว่าใครเป็นผู้ควบคุมข้อมูล ช่องทางติดต่อ DPO ถ้ามี วัตถุประสงค์และฐานทางกฎหมาย และสิทธิของเจ้าของข้อมูลโดยย่อ ส่วนรายละเอียดที่เหลือตามมาตรา 23 ให้อยู่ในฉบับเต็มที่เข้าถึงได้ผ่านเว็บไซต์หรือ QR code
ต้องเก็บภาพจากกล้องอย่างน้อยกี่วัน?
PDPA ไม่ได้กำหนดจำนวนวันขั้นต่ำหรือสูงสุดสำหรับภาพกล้องวงจรปิด ให้เก็บเท่าที่จำเป็นต่อวัตถุประสงค์และบอกระยะเวลาในการแจ้ง TDPG 4.0 ข้อ E44 ยกตัวอย่าง 15–30 วัน ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติ ถ้ามีกฎหมายเฉพาะของธุรกิจกำหนดไว้ต้องทำตามกฎหมายนั้น
ตำรวจโทรมาขอภาพ ส่งให้ได้เลยไหม?
ควรขอเอกสารที่แสดงอำนาจก่อน TDPG 4.0 ข้อ M2 ให้เปิดเผยแก่รัฐเฉพาะเมื่อรัฐมีอำนาจตามกฎหมาย และข้อ M15 แนะนำให้ชะลอเมื่อไม่มีเอกสารหรือสงสัยเอกสาร เว้นแต่มีเหตุตามกฎหมายอื่น เช่น เพื่อป้องกันอันตรายต่อชีวิต เมื่อส่งแล้วให้บันทึกตามมาตรา 27 วรรคสาม
ใช้กล้องจดจำใบหน้าได้ไหม?
ระบบที่ใช้ลักษณะใบหน้ายืนยันตัวบุคคลอาจเป็นข้อมูลชีวภาพตามมาตรา 26 ซึ่งเป็นข้อมูลอ่อนไหวและต้องได้ความยินยอมโดยชัดแจ้งหรือเข้าข้อยกเว้นในมาตรานั้น TDPG 4.0 ข้อ E44 แนะนำให้ทำ DPIA เมื่อใช้ระบบวิเคราะห์ใบหน้าหรือบันทึกเสียง
ตัวบทและแหล่งอ้างอิง
- พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 — มาตรา 22 · มาตรา 23 · มาตรา 27 · มาตรา 30
- TDPG 4.0 แนวปฏิบัติการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย (แนวปฏิบัติ ไม่ใช่กฎหมาย) — บท B (ตัวอย่างป้ายกล้องวงจรปิด) · ข้อ E44–E45 · ตัวอย่างใต้ข้อ G7 · ข้อ HR65–HR77 · ข้อ M2 · ข้อ M15–M16
- สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล: สำเนาสรุปการตอบข้อหารือ (แนวทาง ไม่ใช่กฎหมาย) — ข้อหารือ นิติบุคคลอาคารชุด อ. · ข้อหารือ โรงพยาบาล B (พนักงานสอบสวนขอข้อมูล)
ตัวบทที่ยกมาในกรอบ "ตัวบท" คัดคำต่อคำจากคลังกฎหมายของ AIPDPA ซึ่งถอดจากราชกิจจานุเบกษาและเอกสารของหน่วยงานรัฐ แล้วระบบตรวจทุกครั้งที่แก้บทความว่าตรงกับคลังทุกตัวอักษร · บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง

