PDPA · ข้อมูลส่วนบุคคล · How-to

ประเมินผลกระทบด้านข้อมูลส่วนบุคคล (DPIA) ต้องทำเมื่อไรและทำอย่างไร?

อัปเดต อ่าน 6 นาทีโดย
ตอบสั้น

ประเมินผลกระทบด้านข้อมูลส่วนบุคคล (DPIA) ต้องทำเมื่อไรและทำอย่างไร? การประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Impact Assessment: DPIA) ควรทำก่อนเริ่มกิจกรรมการประมวลผลที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรม การตรวจสอบข้อมูลชีวภาพ (biometric) หรือการประมวลผลข้อมูลในวงกว้าง ตามแนวปฏิบัติการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล TDPG 4.0 ซึ่งจัด DPIA เป็นเครื่องมือหลักของผู้ควบคุมข้อมูลคู่กับ RoPA, DPO และสัญญาประมวลผลข้อมูล TDPG เป็นแนวปฏิบัติ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย แต่ DPIA ที่ทำไว้คือหลักฐานว่าองค์กรประเมินความเสี่ยงก่อนลงมือ

บริษัทค้าปลีกแห่งหนึ่งกำลังจะเปลี่ยนเครื่องตอกบัตรเป็นระบบสแกนใบหน้าพนักงานทุกสาขา และวางแผนใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อของลูกค้าจากบัตรสมาชิก ในที่ประชุมโครงการ ผู้จัดการฝ่ายไอทีถูกถามว่าก่อนเปิดใช้ได้ประเมินผลกระทบต่อข้อมูลส่วนบุคคลแล้วหรือยัง และไม่มีใครตอบได้

สรุปสิ่งที่ต้องรู้

4 ประเด็นที่สำคัญที่สุดของเรื่องนี้ สรุปจากตัวบทและแนวปฏิบัติที่อ้างอิงไว้ท้ายคู่มือ อ่านแค่ส่วนนี้ก็ตัดสินใจขั้นต่อไปได้

  • TDPG 4.0 แนะนำให้ทำ DPIA ก่อนเริ่มกิจกรรมเสี่ยงสูง เช่น AI วิเคราะห์พฤติกรรม การตรวจสอบ biometric และการประมวลผลในวงกว้าง
  • TDPG 4.0 เป็นแนวปฏิบัติ ไม่ใช่กฎหมาย แต่จัด DPIA ไว้ในเครื่องมือหลักด้านความรับผิดชอบของผู้ควบคุมข้อมูล
  • ถ้าจำเป็นต้องขอความยินยอมจากผู้เยาว์จริง ๆ TDPG 4.0 แนะนำให้ทำ DPIA ด้วย
  • RoPA ควรเชื่อมไปยัง DPIA ของกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง รวมถึงเหตุละเมิดและข้อมูลอ่อนไหวที่เกี่ยวข้อง

กลับสารบัญ

ทำตามนี้ 6 ขั้นตอน

ทำตามลำดับ 6 ขั้นนี้ได้ทันที แต่ละขั้นเขียนให้ทีมในองค์กรไทยลงมือได้จริงโดยไม่ต้องรอที่ปรึกษา และเก็บหลักฐานไว้ให้ผู้ตรวจดูได้

  1. คัดกรองกิจกรรมจาก RoPAไล่ดูทุกกิจกรรมในบันทึกรายการกิจกรรมการประมวลผล (RoPA) แล้วทำเครื่องหมายกิจกรรมที่เข้าลักษณะเสี่ยงสูงตามตัวอย่างใน TDPG 4.0 เช่น ใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรม ใช้ biometric ประมวลผลในวงกว้าง หรือขอความยินยอมจากผู้เยาว์
  2. อธิบายการประมวลผลให้ครบระบุว่าเก็บข้อมูลอะไร จากใคร เพื่อวัตถุประสงค์ใด ใครเข้าถึงได้ ส่งต่อให้ใคร และเก็บไว้นานเท่าใด ให้ตรงกับที่บันทึกไว้ใน RoPA
  3. ประเมินความจำเป็นและความได้สัดส่วนแนวปฏิบัติที่ดีคือถามว่าบรรลุวัตถุประสงค์ได้ด้วยข้อมูลที่น้อยกว่าหรือวิธีที่กระทบน้อยกว่าหรือไม่ และฐานทางกฎหมายที่ใช้รองรับกิจกรรมนี้ได้จริงหรือไม่
  4. ระบุความเสี่ยงต่อเจ้าของข้อมูลประเมินโอกาสเกิดและความรุนแรงของผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล เช่น ข้อมูลรั่วไหล การถูกตัดสินอย่างไม่เป็นธรรม หรือการถูกติดตามเกินกว่าที่คาดหมาย
  5. เลือกมาตรการลดความเสี่ยงกำหนดมาตรการเชิงเทคนิค เชิงบริหารจัดการ และเชิงกายภาพ เช่น จำกัดสิทธิเข้าถึง เก็บข้อมูลให้น้อยลง หรือแฝงข้อมูล (pseudonymization) แล้วประเมินความเสี่ยงที่ยังเหลืออยู่
  6. ลงนามอนุมัติและผูกกับ RoPAให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจลงนามรับความเสี่ยงที่เหลือ ขอความเห็นจากเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) ถ้ามี และผูก DPIA ไว้กับกิจกรรมนั้นใน RoPA ตามที่ TDPG 4.0 แนะนำ

กลับสารบัญ

DPIA คืออะไร และต่างจาก RoPA อย่างไร?

DPIA คือการประเมินผลกระทบต่อความเป็นส่วนตัวก่อนเริ่มกิจกรรมการประมวลผลที่มีความเสี่ยงสูง ส่วน RoPA คือบันทึกกิจกรรมการประมวลผลทั้งหมดขององค์กรว่าเก็บข้อมูลอะไร เพื่ออะไร ปกป้องอย่างไร และเก็บนานเท่าใด TDPG 4.0 ระบุว่า RoPA คือหลักฐานแรกที่หน่วยงานกำกับดูแลจะขอตรวจ

สองเครื่องมือนี้ทำงานต่อกัน TDPG 4.0 แนะนำให้ RoPA เชื่อมไปยัง DPIA ของกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงหรือเข้าปัจจัยที่ต้องทำ DPIA รวมถึงเหตุละเมิดที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมนั้นและข้อมูลอ่อนไหวที่เก็บรวบรวม

กลับสารบัญ

กิจกรรมแบบไหนที่ควรทำ DPIA?

TDPG 4.0 ยกตัวอย่างกิจกรรมเสี่ยงสูงที่ควรทำ DPIA ก่อนเริ่ม 3 แบบ คือ การใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรม การตรวจสอบ biometric และการประมวลผลข้อมูลในวงกว้าง และยังแนะนำให้ทำในบางสถานการณ์เฉพาะด้วย

ตัวอย่างใน TDPG 4.0 คือห้องสมุดสาธารณะที่จะนำข้อมูลสมาชิกย้อนหลัง 100 ปีมาใช้เชิงสถิติ แต่ไม่มีที่อยู่ติดต่อสมาชิกครบทุกคน แนวปฏิบัติแนะนำให้ประกาศนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลต่อสาธารณะและทำ DPIA เพื่อประเมินผลกระทบ

  • การใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าหรือพนักงาน
  • การตรวจสอบหรือยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวภาพ เช่น การสแกนใบหน้า
  • การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลในวงกว้าง
  • การขอความยินยอมจากผู้เยาว์ในกรณีที่จำเป็นจริง ๆ
  • การนำข้อมูลเดิมไปใช้ตามวัตถุประสงค์ใหม่ เมื่อแจ้งเจ้าของข้อมูลทุกคนไม่ได้

กลับสารบัญ

DPIA เป็นข้อบังคับตามกฎหมายหรือไม่?

คู่มือนี้อ้างอิง TDPG 4.0 ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย TDPG 4.0 จัด DPIA ไว้ในรายการหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลสำหรับกิจกรรมเสี่ยงสูง ร่วมกับการทำ RoPA การแต่งตั้ง DPO การทำสัญญากับผู้ประมวลผลข้อมูล และขั้นตอนแจ้งเหตุละเมิดภายใน 72 ชั่วโมง

ในทางปฏิบัติ DPIA ที่ทำเสร็จก่อนเปิดใช้ระบบคือหลักฐานที่ชัดเจนว่าองค์กรคิดถึงความเสี่ยงต่อเจ้าของข้อมูล และเลือกมาตรการป้องกันอย่างมีเหตุผล

กลับสารบัญ

ปัญหาที่พบบ่อยและวิธีแก้

องค์กรส่วนใหญ่พลาดเรื่องนี้ใน 3 จุดเดิม ๆ ตารางด้านล่างบอกทั้งวิธีแก้ด้วยตัวเอง และวิธีที่ AIPDPA ช่วยให้เสร็จเร็วกว่าพร้อมหลักฐานครบ

ปัญหาที่เจอจริงในองค์กรไทย และทางแก้ที่ใช้ได้ทันที
ปัญหาวิธีแก้
ทำ DPIA หลังเปิดใช้ระบบไปแล้ว TDPG 4.0 วาง DPIA ไว้ก่อนเริ่มกิจกรรมเสี่ยงสูง จึงควรใส่ขั้นคัดกรอง DPIA ไว้ในการอนุมัติโครงการใหม่ทุกครั้ง พื้นที่ทำงาน DPIA ของ AIPDPA ดึงข้อมูลจาก RoPA มาเติมแบบสอบถามให้ มีทะเบียนความเสี่ยงและขั้นตอนลงนามอนุมัติ เริ่มได้ทันทีโดยไม่ต้องออกแบบฟอร์มเอง
DPIA เป็นไฟล์ Word ที่ไม่มีใครหาเจอ และไม่ผูกกับ RoPA TDPG 4.0 แนะนำให้ RoPA เชื่อมไปยัง DPIA ของกิจกรรมเสี่ยงสูง ใน AIPDPA เมื่อ DPIA ได้รับอนุมัติ ระบบจะผูกกลับไปที่กิจกรรมนั้นใน RoPA ผู้ตรวจจึงไล่จากกิจกรรมไปถึงผลประเมินได้ตรงตัว
ไม่มีใครรู้ว่าองค์กรใช้ AI ตัวไหนกับข้อมูลส่วนบุคคลบ้าง ทำทะเบียนระบบ AI ก่อน แล้วส่งระบบที่วิเคราะห์พฤติกรรมหรือใช้ข้อมูลชีวภาพเข้าสู่ DPIA ทะเบียน AI และ AI Risk Radar ของ AIPDPA ประเมินระบบ AI เทียบกฎหมายไทย NIST ISO 42001 และ EU AI Act ส่วน Kooru TrustAI รับตรวจความเสี่ยงการใช้ AI แบบเชิงลึก

กลับสารบัญ

ทำ DPIA ให้เสร็จก่อนเปิดใช้ระบบ

พื้นที่ทำงาน DPIA ของ AIPDPA มีแบบสอบถามที่เติมข้อมูลจาก RoPA ให้ ทะเบียนความเสี่ยง และขั้นตอนลงนามอนุมัติพร้อมใช้ ดูบัญชีตัวอย่างได้ ไม่ต้องสมัคร

มีในทุกแพ็กเกจ เริ่มต้น 2,900 บาท/ปี · ดูบัญชีตัวอย่างได้ ไม่ต้องสมัคร

คำถามที่พบบ่อย

คำถามที่คนค้นหาบ่อยที่สุดเรื่องนี้ แต่ละคำตอบสั้น ตรงประเด็น และอ่านแยกข้อได้

DPIA บังคับตามกฎหมายไทยไหม?

คู่มือนี้อ้างอิงแนวปฏิบัติ TDPG 4.0 ซึ่งระบุ DPIA ไว้ในหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลสำหรับกิจกรรมเสี่ยงสูง TDPG เป็นแนวปฏิบัติ ไม่ใช่กฎหมาย แต่การทำ DPIA คือวิธีที่ชัดเจนที่สุดในการแสดงว่าองค์กรประเมินความเสี่ยงก่อนเริ่มงาน

ต้องทำ DPIA ก่อนหรือหลังเริ่มโครงการ?

ทำก่อน TDPG 4.0 แนะนำให้ประเมินผลกระทบก่อนเริ่มกิจกรรมการประมวลผลที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งเป็นช่วงที่ยังแก้การออกแบบระบบได้ง่าย

ติดระบบสแกนใบหน้าพนักงานลงเวลา ต้องทำ DPIA ไหม?

ควรทำ เพราะ TDPG 4.0 ยกการตรวจสอบข้อมูลชีวภาพ (biometric) เป็นตัวอย่างกิจกรรมเสี่ยงสูงที่ควรประเมินผลกระทบก่อนเริ่มใช้งาน

ใครควรเป็นคนทำ DPIA?

ผู้ควบคุมข้อมูลเป็นผู้รับผิดชอบ แนวปฏิบัติที่ดีคือให้เจ้าของโครงการ ฝ่ายไอที และ DPO ทำร่วมกัน แล้วให้ผู้บริหารที่มีอำนาจลงนาม หากมีผู้ควบคุมข้อมูลร่วม ควรตกลงกันให้ชัดว่าฝ่ายใดเป็นผู้นำ

ทำ DPIA เสร็จแล้วควรเก็บไว้ที่ไหน?

แนวปฏิบัติที่ดีคือเก็บไว้คู่กับกิจกรรมนั้นใน RoPA เพราะ TDPG 4.0 แนะนำให้ RoPA เชื่อมไปยัง DPIA ของกิจกรรมเสี่ยงสูง ผู้ตรวจจะได้เห็นทั้งสองอย่างในที่เดียว

กลับสารบัญ

แหล่งอ้างอิง

คู่มือนี้อ้างอิงเอกสาร 4 รายการ ตัวบทกฎหมายระบุมาตราหรือข้อไว้ชัดเจน ส่วนแนวปฏิบัติและมาตรฐานเป็นแนวทาง ไม่ใช่กฎหมาย

  1. แนวปฏิบัติการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Thailand Data Protection Guidelines: TDPG 4.0) ข้อ B9 — หน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลในการประเมินผลกระทบ (DPIA)
  2. แนวปฏิบัติการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (TDPG 4.0) หัวข้อเครื่องมือและกระบวนการสำคัญ — DPIA ก่อนเริ่มกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง
  3. แนวปฏิบัติการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (TDPG 4.0) ข้อ C54 — DPIA กรณีขอความยินยอมจากผู้เยาว์
  4. แนวปฏิบัติการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (TDPG 4.0) — ข้อตกลงระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลร่วมและการเชื่อม RoPA กับ DPIA

ตัวบทในบทความนี้อ้างอิงจากคลังกฎหมายของ AIPDPA ซึ่งถอดจากราชกิจจานุเบกษา · เนื้อหาเป็นความรู้ทั่วไป หากกรณีของคุณมีข้อเท็จจริงเฉพาะ ทีมทนายของเราช่วยดูให้ได้

กลับสารบัญ

เครื่องมือและบริการที่ช่วยได้ทันที

อยากทำเองให้เร็วขึ้น ใช้เครื่องมือใน AIPDPA · อยากให้ทนายดูแลให้ หรืออยากเรียนให้เป็น เลือกบริการในเครือที่ตรงกับคุณได้เลย

ทำเองใน AIPDPAการประเมินผลกระทบ (DPIA)

แบบประเมิน ทะเบียนความเสี่ยง และการอนุมัติในที่เดียว พิมพ์รายงานได้ทันที

ลงชื่อรอเปิดใช้งาน →
ทำเองใน AIPDPAทะเบียนกิจกรรม (RoPA)

ทะเบียนเติมจากโครงสร้างองค์กรให้เอง เลือกฐานกฎหมายพร้อมมาตรา แล้วพิมพ์รายงานตามมาตรา 39 ได้ทันที

ลงชื่อรอเปิดใช้งาน →
ทำเองใน AIPDPAธรรมาภิบาล AI

ทะเบียนระบบ AI, AI Risk Radar เทียบกฎหมายไทย NIST ISO 42001 และ EU AI Act พร้อมนโยบายการใช้ AI ในที่ทำงาน

ลงชื่อรอเปิดใช้งาน →
ให้ทนายทำให้Kooru TrustAI

ตรวจความเสี่ยงการใช้ AI และวางระบบคุมการใช้ AI ในองค์กร

ดูบริการ →
ให้ทนายทำให้Kooru Data Shield

ทีมทนายความตรวจความพร้อมและวางระบบ PDPA ให้ครบ เหมาะกับ SME ที่ไม่มีเวลาทำเอง

ดูบริการ →
ภูวรา ครอบตะคุ

ใครรับผิดชอบเนื้อหานี้?

เรียบเรียงโดยทีมกฎหมาย AIPDPA · ผู้รับผิดชอบเนื้อหา ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ · เนติบัณฑิตไทย · ที่ปรึกษากฎหมายเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญา

ใบอนุญาตทนายความ 477/2558 · เนติบัณฑิตไทย · นิติศาสตรมหาบัณฑิต กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ (เหรียญทอง)

อ่านต่อ

คู่มือที่มักต้องทำต่อจากเรื่องนี้ เลือกอ่านได้ตามลำดับงานขององค์กรคุณ

ติดกล้องวงจรปิด (CCTV) อย่างไรไม่ให้ผิด PDPA?ติดกล้องวงจรปิดให้สอดคล้อง PDPA ต้องมีป้ายแจ้งก่อนเข้าพื้นที่ จำกัดมุมกล้องและระยะเก็บภาพ และคุมการเข้าถึงไฟล์ ตามแนวปฏิบัติ TDPG 4.0ทำคุกกี้แบนเนอร์ให้ถูกกฎหมาย PDPA ต้องมีอะไรบ้างคุกกี้แบนเนอร์ต้องขอความยินยอมตามมาตรา 19 ให้ชัดแจ้ง แยกประเภท ปฏิเสธได้ และถอนได้ง่าย ดูขั้นตอนตามแนวปฏิบัติ TDPG 4.0 และวิธีเก็บหลักฐานส่งข้อมูลส่วนบุคคลไปต่างประเทศหรือใช้คลาวด์ต่างประเทศอย่างไรให้ถูก PDPAส่งข้อมูลไปต่างประเทศได้เมื่อปลายทางมีมาตรฐานเพียงพอหรือเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 28-29 ดูวิธีเช็กคลาวด์ บริษัทในเครือ และมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสมแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลภายใน 72 ชั่วโมง ต้องทำอย่างไรข้อมูลรั่วต้องแจ้ง สคส. ภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุตามมาตรา 37 (4) ดูขั้นตอน สิ่งที่ต้องแจ้ง ช่องทางอีเมล และวิธีรับมือเมื่อแจ้งช้า