ขอประวัติอาชญากรรมผู้สมัครงานตามประกาศปี 2566 คือการเก็บข้อมูลที่ทำได้เพียงสองกรณี ได้แก่ มีกฎหมายกำหนดให้ตรวจ หรือผู้สมัครยินยอมโดยชัดแจ้ง ตามข้อ 5 เหมาะกับฝ่ายบุคคล ได้เงื่อนไขการแจ้งตั้งแต่ประกาศรับสมัคร ระยะเก็บไม่เกิน 6 เดือน และความเห็นของ สคส. เรื่องใบรับรอง
- ประวัติอาชญากรรมเป็นข้อมูลอ่อนไหวตาม PDPA มาตรา 26 บริษัทที่ตรวจประวัติผู้สมัครเองต้องทำตามประกาศคณะกรรมการฯ ปี 2566
- ตรวจได้เฉพาะเมื่อมีกฎหมายกำหนดให้ตรวจ หรือผู้สมัครยินยอมโดยชัดแจ้ง (ข้อ 5) อ้างแค่ว่าธุรกิจสำคัญต่อสาธารณะไม่พอ
- ต้องแจ้งความจำเป็นตั้งแต่ประกาศรับสมัคร และบอกผู้สมัครว่าถ้าไม่ยินยอมจะเป็นอย่างไร (ข้อ 5 วรรคสอง และข้อ 6)
- คัดเลือกเสร็จแล้วเก็บผลตรวจต่อได้ไม่เกิน 6 เดือน ถ้าจะเก็บนานกว่านั้นต้องมีความยินยอมแยกฉบับ หรือเหตุตามมาตรา 26 (4)
- ใบ “ไม่พบประวัติ” ที่ไม่โยงถึงข้อมูลคดีไม่นับเป็นประวัติอาชญากรรม แต่เอกสารที่ระบุว่าสั่งไม่ฟ้องหรือรอลงอาญานับ
สมมติว่าคุณดูแลงานบุคคลของเครือร้านค้าปลีก และกำลังรับพนักงานใหม่ 40 ตำแหน่ง ใบสมัครแบบเดิมมีช่องหนึ่งให้ “แนบผลตรวจประวัติอาชญากรรม” ทุกตำแหน่ง ตั้งแต่แคชเชียร์ไปจนถึงพนักงานจัดเรียงสินค้า ผลตรวจที่ได้มาก็เย็บเข้าแฟ้มประวัติพนักงานไว้ตลอดอายุงาน
ใบสมัครแบบนี้มีปัญหาอย่างน้อยสามข้อ นับแต่ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมที่มิได้กระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย พ.ศ. 2566 มีผลเมื่อเดือนเมษายน 2567
ข้อแรก ขอจากทุกตำแหน่งโดยไม่ดูว่ามีฐานทางกฎหมายหรือไม่ ข้อสอง ไม่ได้แจ้งความจำเป็นไว้ตั้งแต่ประกาศรับสมัคร ข้อสาม เก็บไว้โดยไม่มีกำหนดลบ
เรื่องนี้ไม่ได้คลุมเครืออย่างที่หลายคนคิด สมาคมธนาคารไทยเคยหารือไว้อย่างละเอียด คำตอบอยู่ในหนังสือ “รวมคำสั่งทางปกครองของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ และสำเนาสรุปการตอบข้อหารือ” ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)
บทความนี้นำตัวบท ประกาศ และคำตอบข้อหารือมาวางเทียบกัน แล้วสรุปเป็นตารางให้ฝ่ายบุคคลใช้ตัดสินใจได้ทันที
ประวัติอาชญากรรมเป็นข้อมูลอ่อนไหวตาม PDPA หรือไม่?
เป็น มาตรา 26 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ระบุ “ประวัติอาชญากรรม” ไว้ในกลุ่มข้อมูลที่ห้ามเก็บโดยไม่ได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตาม (1) ถึง (5) นอกจากนั้น มาตรา 26 วรรคสามยังวางเงื่อนไขเพิ่มไว้เฉพาะเรื่องนี้
ในกรณีที่เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมต้องกระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือได้จัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
มาตรา 26 วรรคสามแยกการเก็บประวัติอาชญากรรมออกเป็นสองกรณี กรณีแรกคือเก็บภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย กรณีที่สองคือการเก็บแบบอื่นทั้งหมด ซึ่งต้องมีมาตรการคุ้มครองตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
บริษัทเอกชนที่ตรวจประวัติผู้สมัครเองมักอยู่ในกรณีที่สอง ประกาศปี 2566 ซึ่งออกตามมาตรา 26 วรรคสาม จึงเป็นกติกาหลักที่ฝ่ายบุคคลต้องทำตาม
อะไรนับเป็น “ข้อมูลประวัติอาชญากรรม” แล้วใบ “ไม่พบประวัติ” นับด้วยหรือไม่?
นับเฉพาะข้อมูลที่เป็นทางการหรือหน่วยงานรัฐรับรอง และไม่จำเป็นต้องเป็นคดีที่ถึงที่สุดแล้ว ข้อ 3 ของประกาศปี 2566 ให้นิยามไว้ดังนี้
ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนการกระทำความผิดอาญา การดำเนินคดีอาญา หรือการรับโทษทางอาญา ที่เป็นข้อมูลที่เป็นทางการหรือรับรองโดยหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินการดังกล่าว ทั้งนี้ ไม่ว่าการดำเนินการนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ก็ตาม
คำถามที่ฝ่ายบุคคลเจอบ่อยที่สุดคือ ใบผลตรวจที่เขียนว่า “ไม่พบประวัติอาชญากรรม” นับด้วยหรือไม่ สมาคมธนาคารไทยถามเรื่องนี้ไว้ตรง ๆ ในประเด็นที่ 1.1 (ก) และคณะอนุกรรมการฯ ตอบว่า
การจัดเก็บเอกสารต้นฉบับหรือสำเนาเอกสารจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ที่ระบุว่า “ไม่พบประวัติอาชญากรรม” หรือข้อความอื่นในทำนองเดียวกัน โดยไม่มีการเชื่อมโยงหรืออาจเชื่อมโยงไปยังข้อมูลส่วนบุคคลอื่นใดที่เกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนการกระทำความผิดอาญา การดำเนินคดีอาญา หรือการรับโทษทางอาญา จึงไม่ถือเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมตามประกาศนี้
แต่ถ้าเอกสารระบุว่า “โจทก์ถอนฟ้อง” “อัยการสั่งไม่ฟ้อง” “พิพากษาให้รอลงอาญา” หรือ “อยู่ระหว่างการอุทธรณ์” คำตอบจะกลับกัน ในประเด็น 1.1 (ข) คณะอนุกรรมการฯ เห็นว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวน การดำเนินคดี หรือการรับโทษทางอาญา จึงเป็นข้อมูลประวัติอาชญากรรมตามประกาศ
หลักเดียวกันใช้กับช่องสถานะในระบบงานบุคคลด้วย ตามประเด็นที่ 1.2 หากช่องนั้นบันทึกว่า “พบประวัติ” ก็นับเป็นข้อมูลประวัติอาชญากรรมแล้ว แม้จะไม่มีรายละเอียดคดีเลย
| เอกสารหรือข้อมูลที่ฝ่ายบุคคลมี | นับหรือไม่ | อ้างอิงในข้อหารือ |
|---|---|---|
| ใบผลตรวจระบุ “ไม่พบประวัติอาชญากรรม” และไม่โยงถึงข้อมูลคดี | ไม่นับ | สมาคมธนาคารไทย ประเด็น 1.1 (ก) |
| เอกสารระบุว่าถอนฟ้อง สั่งไม่ฟ้อง รอลงอาญา หรืออยู่ระหว่างอุทธรณ์ | นับ | ประเด็น 1.1 (ข) |
| ช่องในระบบงานบุคคลบันทึกว่า “พบประวัติ” แม้ไม่มีรายละเอียดคดี | นับ | ประเด็น 1.2 (1) |
| ช่องในระบบงานบุคคลบันทึกว่า “ไม่พบ” หรือ “ผ่านการตรวจแล้ว” โดยไม่โยงถึงข้อมูลคดี | ไม่นับ | ประเด็น 1.2 (2) |
| ข้อมูลคดีที่ได้จากหน่วยงานต่างประเทศ | ต้องดูเป็นรายกรณีว่าเป็นข้อมูลทางการหรือหน่วยงานรัฐไทยที่มีอำนาจรับรองหรือไม่ | ประเด็น 5.1 |
| หนังสือจากตำรวจ หมายอายัดบัญชี หรือหมายให้ตรวจสอบข้อมูล | นับ (กรณีสถาบันการเงิน) | ข้อหารือสมาคมธนาคารไทยเรื่องอาชญากรรมทางเทคโนโลยี |
เรื่องใกล้เคียง: หนังสือจากตำรวจและหมายอายัดบัญชี
สมาคมธนาคารไทยหารืออีกเรื่องหนึ่งว่า ข้อมูลที่ธนาคารได้รับเมื่อทำตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 นับเป็นประวัติอาชญากรรมหรือไม่
คณะอนุกรรมการฯ เห็นว่าข้อมูลในหนังสือของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจหรือศูนย์ AOC และข้อมูลในหมายอายัดหรือหมายให้ตรวจสอบ เป็นข้อมูลประวัติอาชญากรรมตามข้อ 3 ส่วนข้อมูลที่แลกเปลี่ยนผ่านระบบ Central Fraud Registry ต้องดูข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
ถ้าธนาคารนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เป็นมาตรการภายในของตัวเอง ก็ต้องทำตามข้อ 6 ข้อ 7 และข้อ 8 ของประกาศ บทเรียนสำหรับฝ่ายบุคคลคือ ข้อมูลคดีที่หน่วยงานรัฐส่งมาเองโดยองค์กรไม่ได้ขอ เช่น หมายที่เกี่ยวกับพนักงาน ก็ยังต้องคุ้มครองตามประกาศเหมือนกัน
นายจ้างขอประวัติอาชญากรรมของผู้สมัครงานได้เมื่อไร?
ได้ในสองกรณี คือมีกฎหมายกำหนดให้ต้องตรวจ หรือผู้สมัครให้ความยินยอมโดยชัดแจ้ง นอกจากสองกรณีนี้ทำไม่ได้ ข้อ 5 วรรคหนึ่งของประกาศปี 2566 เขียนไว้ว่า
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมได้เฉพาะเมื่อมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายบัญญัติให้ต้องตรวจสอบประวัติอาชญากรรมหรือตรวจสอบคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามเกี่ยวกับการกระทำความผิดอาญาหรือการรับโทษทางอาญา หรือได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น สำหรับกรณีที่เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ (1) การพิจารณารับบุคคลเข้าทำงาน หรือการตรวจสอบคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หรือพิจารณาความเหมาะสมของบุคคลที่จะให้ดำรงตำแหน่งใด
คำว่า “เท่านั้น” ทำให้ทางลัดที่ฝ่ายบุคคลหลายแห่งเคยใช้ ใช้ไม่ได้อีกต่อไป ในประเด็นที่ 4.1 สมาคมธนาคารไทยลองเสนอฐานอื่นแทนความยินยอมสามแบบ คำตอบที่ได้เป็นเรื่องที่ฝ่ายบุคคลทุกธุรกิจควรรู้
- อ้างว่า “ธุรกิจเราสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ” ยังไม่พอ ฐานประโยชน์สาธารณะที่สำคัญตามมาตรา 26 (5) (จ) ต้องมีกฎหมายกำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลมีหน้าที่ตรวจประวัติอาชญากรรม ลำพังความสำคัญของธุรกิจไม่ทำให้เข้าข้อยกเว้นนี้ (ประเด็น 4.1 (ก))
- ตำแหน่งที่กฎหมายกำหนดลักษณะต้องห้ามไว้ ตรวจได้โดยไม่ต้องขอความยินยอม คณะอนุกรรมการฯ ยกตัวอย่างกรรมการบริษัทมหาชนจำกัดตามมาตรา 68 (3) แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 และกรรมการ ผู้จัดการ ผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของสถาบันการเงินตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ประกอบประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย (ประเด็น 4.1 (ข))
- คุณสมบัติที่บริษัทกำหนดขึ้นเอง ไม่ใช่ “การประเมินความสามารถในการทำงานของลูกจ้าง” ตามมาตรา 26 (5) (ก) เพราะข้อยกเว้นนั้นต้องมีกฎหมายกำหนดไว้ (ประเด็น 4.1 (ค))
การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมเพื่อวัตถุประสงค์ในการตรวจสอบคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หรือพิจารณาความเหมาะสมของบุคคลที่จะให้ดำรงตำแหน่งที่มีเงื่อนไขดังกล่าว ก็ย่อมถือได้ว่าเป็นการจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ ตามมาตรา ๒๖ (๕) (จ) จึงไม่ต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
หากสถาบันการเงินมีการกำหนดคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งของพนักงานหรือบุคลากรในตำแหน่งใดไว้ โดยกำหนดว่าต้องไม่เป็นผู้เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกสำหรับความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ หรือความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน หรือความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด แต่ไม่ใช่การประเมินความสามารถในการทำงานของลูกจ้างที่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนดไว้ ย่อมไม่ใช่กรณีตามมาตรา ๒๖ (๕) (ก) ที่จะสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าเปิดกฎหมายแล้วชี้ได้ว่ามาตราไหนกำหนดลักษณะต้องห้ามเรื่องโทษอาญาของตำแหน่งนั้น ก็ใช้ฐานกฎหมายได้ ถ้าชี้ไม่ได้ ต่อให้เหตุผลทางธุรกิจดีแค่ไหน ก็ต้องขอความยินยอมโดยชัดแจ้ง และทำตามข้อ 5 ข้อ 6 และข้อ 9 ของประกาศ
ให้ความยินยอมเป็นเงื่อนไขของการจ้างได้หรือไม่?
ได้ หากการตรวจจำเป็นหรือเกี่ยวข้องกับงานนั้นจริง เรื่องนี้ต้องระวัง เพราะมาตรา 19 วรรคสี่ของ PDPA ห้ามตั้งเงื่อนไขให้ยินยอมในเรื่องที่ไม่จำเป็นต่อการทำสัญญา
ในการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องคำนึงอย่างถึงที่สุดในความเป็นอิสระของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในการให้ความยินยอม ทั้งนี้ ในการเข้าทำสัญญาซึ่งรวมถึงการให้บริการใด ๆ ต้องไม่มีเงื่อนไขในการให้ความยินยอมเพื่อเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่มีความจำเป็นหรือเกี่ยวข้องสำหรับการเข้าทำสัญญาซึ่งรวมถึงการให้บริการนั้น ๆ
ในประเด็น 4.2 (ก) สมาคมธนาคารไทยถามว่า ถ้าผู้ได้รับคัดเลือกไม่ยินยอม แล้วธนาคารไม่รับเข้าทำงาน จะขัดเจตนารมณ์ของมาตรา 19 หรือไม่
คณะอนุกรรมการฯ ตอบว่า ถ้าผู้ควบคุมข้อมูลเห็นว่าความยินยอมนั้นจำเป็นหรือเกี่ยวข้องกับการพิจารณารับเข้าทำงานเพียงพอ ก็กำหนดเป็นเงื่อนไขของสัญญาได้ตามมาตรา 19 วรรคสี่ แต่ผู้สมัครยังร้องเรียนตามมาตรา 73 ได้ถ้าเห็นว่าองค์กรทำผิด นายจ้างจึงควรเขียนเหตุผลความจำเป็นของแต่ละตำแหน่งเก็บไว้ตั้งแต่ตอนเขียนประกาศรับสมัคร
หลักเดียวกันนี้ปรากฏในข้อหารือของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เรื่องเครื่องลงเวลาทำงานที่ใช้ใบหน้าและลายนิ้วมือ ข้อมูลชีวภาพก็เป็นข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 เช่นกัน ในกรณีนั้นมีพนักงานเพียงหนึ่งคนจากกว่าสามพันคนที่ไม่ยินยอม
คณะอนุกรรมการฯ วางองค์ประกอบไว้สี่ข้อ หากจะอ้างมาตรา 26 (5) (ค) เรื่องการคุ้มครองแรงงานแทนความยินยอม ได้แก่ จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย ทำเพื่อการคุ้มครองแรงงาน จำเป็นต่อสิทธิหรือหน้าที่ของนายจ้างหรือลูกจ้าง และมีมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสม
ข้อเท็จจริงที่อาจรองรับได้ เช่น ต้องการป้องกันการลงเวลาแทนกัน แต่ถ้ายังไม่ชัดว่ามีปัญหานี้จริง หรือยังมีวิธีอื่นที่ไม่ต้องใช้ข้อมูลชีวภาพ ก็อ้างข้อยกเว้นนี้ไม่ได้ และถ้าความยินยอมไม่จำเป็นต่อสัญญาจ้าง นายจ้างต้องมีทางเลือกอื่นให้
กทพ. จะต้องจัดให้มีวิธีการอื่นในการบันทึกเวลาทำงานและการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง สำหรับพนักงานหรือลูกจ้างที่ไม่ให้ความยินยอมหรือถอนความยินยอมในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลชีวภาพดังกล่าวด้วย
ต้องแจ้งผู้สมัครเมื่อไร และประกาศรับสมัครต้องมีอะไรบ้าง?
ต้องแจ้งตั้งแต่ตอนประกาศหรือประชาสัมพันธ์รับสมัคร ไม่ใช่รอถึงตอนยื่นใบสมัครหรือตอนสัมภาษณ์ ข้อ 5 วรรคสองของประกาศปี 2566 กำหนดเรื่องนี้ไว้ และข้อ 6 เพิ่มหน้าที่อีกข้อเมื่อใช้ความยินยอม
ในกรณีที่การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งและมีความจำเป็นต่อการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลแจ้งความจำเป็นในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมดังกล่าวตั้งแต่ขั้นตอนการประกาศหรือประชาสัมพันธ์การรับสมัคร การสรรหา การเสนอชื่อ หรือการรับเรื่องสำหรับการดำเนินการเช่นว่านั้น
ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลขอความยินยอมในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องแจ้งผลกระทบของการไม่ให้ความยินยอมหรือการถอนความยินยอม ในการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลด้วย
เมื่ออ่านประกาศคู่กับคำตอบข้อหารือ ประกาศรับสมัครและแบบขอความยินยอมของตำแหน่งที่ต้องตรวจประวัติ ควรมีรายการต่อไปนี้
- ในประกาศรับสมัครงาน: บอกว่าตำแหน่งนี้ต้องตรวจประวัติอาชญากรรม และเหตุผลที่ต้องตรวจ (ข้อ 5 วรรคสอง)
- ฐานที่ใช้: ถ้ามีกฎหมายกำหนด ให้ระบุชื่อกฎหมายและมาตรา ถ้าใช้ความยินยอม ให้บอกตรง ๆ ว่าเป็นความยินยอมโดยชัดแจ้งตามมาตรา 26
- ข้อมูลที่จะเก็บและได้มาจากไหน: เช่น ผลตรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นแหล่งที่ข้อหารือกล่าวถึง
- ถ้าไม่ยินยอมหรือถอนความยินยอมจะเป็นอย่างไร: เช่น องค์กรอาจรับเข้าทำงานในตำแหน่งนี้ไม่ได้ (ข้อ 6)
- เก็บไว้นานเท่าไร: ผลตรวจจะถูกลบ ทำลาย หรือทำให้ระบุตัวไม่ได้ภายใน 6 เดือนหลังคัดเลือกผู้สมัครรายนั้นเสร็จ เว้นแต่มีกฎหมายเฉพาะหรือความจำเป็นตาม PDPA (ข้อ 9)
- ช่องยินยอมแยกต่างหาก หากต้องการเก็บนานกว่า 6 เดือน ห้ามรวมกับช่องยินยอมให้ตรวจ (ข้อหารือประเด็น 4.2 (ค) และมาตรา 19 วรรคสาม)
- ใครดูได้บ้าง: เฉพาะคนที่ต้องใช้ในการพิจารณา ตามมาตรการเชิงองค์กรและเชิงเทคนิคในข้อ 7 และมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในข้อ 8
- สิทธิของผู้สมัคร: รวมถึงสิทธิถอนความยินยอม และช่องทางร้องเรียนต่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญตามมาตรา 73
การขอความยินยอมทั้งสองกรณีดังกล่าวจึงต้องแยกส่วนออกจากกันและแยกส่วนออกจากข้อความอื่นอย่างชัดเจน ตามมาตรา ๑๙ วรรคสาม
เก็บผลตรวจประวัติอาชญากรรมไว้ได้นานเท่าไร?
ถ้าไม่มีกฎหมายเฉพาะและไม่มีความจำเป็นตาม PDPA เก็บต่อได้ไม่เกิน 6 เดือนหลังคัดเลือกผู้สมัครแต่ละรายเสร็จ จากนั้นต้องลบ ทำลาย หรือทำให้ระบุตัวไม่ได้ตามข้อ 9 วรรคสอง
ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ และไม่มีความจำเป็นตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมเพื่อการดำเนินการตามข้อ 5 วรรคหนึ่ง เมื่อการดำเนินการดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมนั้นไว้ได้อีกไม่เกินหกเดือนนับแต่วันที่การดำเนินการดังกล่าวเสร็จสิ้นสำหรับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลแต่ละราย
ประกาศเปิดช่องให้เก็บนานกว่านั้นได้สองทาง ทางแรกคือขอความยินยอมโดยชัดแจ้งแยกอีกฉบับ ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ ยืนยันในประเด็น 4.2 (ข) ว่าทำได้ เช่น ธนาคารที่ต้องการเก็บไว้จนพนักงานพ้นสภาพแล้วอีก 10 ปี ทางที่สองน่าสนใจกว่า เพราะไม่ต้องขอความยินยอมเลย
อาจถือเป็นกรณีที่เป็นการจำเป็นเพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย ตามมาตรา ๒๖ (๔) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
ข้อสังเกตนี้ใช้คำว่า “อาจ” การอ้างมาตรา 26 (4) จึงต้องมีข้อเท็จจริงรองรับเป็นรายกรณี การเย็บผลตรวจเข้าแฟ้มพนักงานทุกคนไว้ตลอดอายุงานโดยไม่ได้ประเมินเลย ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ข้อสังเกตนี้รองรับ
สามคำตอบเรื่องการนับเวลา
- ผลตรวจที่เก็บไว้ก่อนประกาศมีผล ระยะ 6 เดือนเริ่มนับจากวันที่ประกาศมีผลใช้บังคับ ไม่ย้อนหลังเป็นโทษ (ประเด็นที่ 2)
- นำผลตรวจไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใหม่ที่อยู่ในข้อ 5 ระยะ 6 เดือนเริ่มนับใหม่เมื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ใหม่เสร็จ (ประเด็น 3.2)
- เก็บเพื่อวัตถุประสงค์นอกข้อ 5 เช่น ใช้ดำเนินคดีทุจริตของพนักงาน ไม่อยู่ใต้เพดาน 6 เดือนของข้อ 9 แต่ยังต้องมีฐานตามมาตรา 26 และมีระบบลบตามมาตรา 37 (3) (ประเด็น 3.1)
เพดาน 6 เดือนจะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อมีระบบนับวันให้ เขียนไว้ในนโยบายอย่างเดียวไม่พอ AIPDPA มีทะเบียนความยินยอมที่แยกตามวัตถุประสงค์ กฎระยะเก็บรักษา และบันทึกการทำลาย ดูบัญชีตัวอย่าง
ตำแหน่งไหนตรวจได้ ใช้ฐานอะไร?
ตารางนี้สรุปจากประกาศปี 2566 และคำตอบข้อหารือข้างต้น ใช้คัดว่าตำแหน่งไหนควรมีช่องตรวจประวัติในใบสมัคร และต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง
| ลักษณะตำแหน่ง | ตรวจได้หรือไม่ | ฐานทางกฎหมาย | สิ่งที่ต้องทำ |
|---|---|---|---|
| ตำแหน่งที่กฎหมายกำหนดลักษณะต้องห้ามเรื่องโทษอาญาไว้ เช่น กรรมการบริษัทมหาชนจำกัด หรือกรรมการและผู้บริหารสถาบันการเงินตามตัวอย่างในข้อหารือ | ได้ ไม่ต้องขอความยินยอม | มาตรา 26 (5) (จ) ประกอบกฎหมายที่กำหนดลักษณะต้องห้าม และข้อ 5 ของประกาศ | แจ้งตั้งแต่ประกาศรับสมัคร ทำตามมาตรการในข้อ 7 และข้อ 8 เก็บตามกฎหมายเฉพาะหรือตามข้อ 9 |
| ตำแหน่งที่ดูแลเงินหรือทรัพย์สิน แต่เกณฑ์เรื่องประวัติเป็นของบริษัทกำหนดเอง | ได้ เมื่อผู้สมัครยินยอมโดยชัดแจ้ง | ความยินยอมตามมาตรา 26 และข้อ 5 | แจ้งความจำเป็นตั้งแต่ประกาศรับสมัคร บอกผลของการไม่ยินยอม (ข้อ 6) เขียนเหตุผลเก็บไว้ ลบภายใน 6 เดือน |
| ตำแหน่งทั่วไปที่งานไม่เกี่ยวกับความเสี่ยงที่ประวัติอาชญากรรมบ่งบอกได้ | ไม่ควรตรวจ | ถ้าจะขอ ต้องเป็นความยินยอมที่ผู้สมัครปฏิเสธได้โดยไม่เสียโอกาส เพราะมาตรา 19 วรรคสี่ห้ามผูกความยินยอมที่ไม่จำเป็นไว้กับสัญญา | ตัดช่องนี้ออกจากใบสมัคร |
| พนักงานเดิมที่จะย้ายไปตำแหน่งที่ต้องตรวจ | ได้ ตามฐานของตำแหน่งใหม่ | ข้อ 5 (1) ครอบคลุมการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งใด ใช้ฐานตามแถวที่ 1 หรือ 2 | แจ้งตั้งแต่ประกาศสรรหาภายใน นับ 6 เดือนจากวันที่พิจารณาเสร็จ |
| เก็บผลตรวจของพนักงานที่รับเข้าแล้วไว้นานกว่า 6 เดือน | ได้ในบางกรณี | ความยินยอมโดยชัดแจ้งแยกฉบับ หรือความจำเป็นตามมาตรา 26 (4) ตามข้อสังเกตในข้อหารือ | ประเมินเป็นรายกรณี บันทึกเหตุผล และกำหนดวันลบ |
| ใบ “ไม่พบประวัติ” ที่ไม่โยงถึงข้อมูลคดี | ไม่อยู่ใต้กติกาพิเศษ | ฐานทั่วไปตามมาตรา 24 ของ PDPA | เก็บเท่าที่จำเป็น ลบเมื่อหมดความจำเป็น |
ฝ่ายบุคคลมักพลาดตรงไหน?
ข้อ 5 ให้เก็บได้เฉพาะเมื่อกฎหมายกำหนดหรือผู้สมัครยินยอมโดยชัดแจ้ง และการผูกความยินยอมกับงานที่ไม่จำเป็นต้องตรวจ ขัดมาตรา 19 วรรคสี่
ข้อ 5 วรรคสองให้แจ้งความจำเป็นตั้งแต่ตอนประกาศหรือประชาสัมพันธ์รับสมัคร
คำตอบประเด็น 4.1 (ก): มาตรา 26 (5) (จ) ต้องมีกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้ตรวจประวัติอาชญากรรม
คำตอบประเด็น 4.2 (ค): ความยินยอมสองเรื่องนี้ต้องแยกจากกัน และแยกจากข้อความอื่นตามมาตรา 19 วรรคสาม
ข้อ 6 ให้แจ้งผลของการไม่ให้หรือถอนความยินยอมไปพร้อมกับตอนขอความยินยอม
คำตอบประเด็น 1.2 (2): สถานะผ่านการตรวจที่ไม่โยงถึงข้อมูลคดีไม่ใช่ข้อมูลประวัติอาชญากรรม ส่วนเอกสารตัวจริงลบตามข้อ 9
คำถามที่พบบ่อย
บริษัทขอผลตรวจประวัติอาชญากรรมจากผู้สมัครงานได้หรือไม่?
ได้สองกรณีเท่านั้นตามข้อ 5 ของประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลว่าด้วยประวัติอาชญากรรม พ.ศ. 2566 คือมีกฎหมายกำหนดให้ต้องตรวจประวัติหรือลักษณะต้องห้ามของตำแหน่งนั้น หรือผู้สมัครยินยอมโดยชัดแจ้ง ถ้าการตรวจสำคัญและจำเป็นต่อการรับเข้าทำงาน ต้องแจ้งความจำเป็นไว้ตั้งแต่ประกาศรับสมัคร
ใบรับรอง “ไม่พบประวัติอาชญากรรม” เป็นข้อมูลอ่อนไหวหรือไม่?
ในข้อหารือของสมาคมธนาคารไทย ประเด็น 1.1 (ก) คณะอนุกรรมการฯ เห็นว่าเอกสารที่ระบุว่าไม่พบประวัติอาชญากรรม และไม่โยงหรืออาจโยงถึงข้อมูลคดี ไม่ถือเป็นการเก็บข้อมูลประวัติอาชญากรรมตามประกาศและมาตรา 26 แต่ยังเป็นข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป ต้องมีฐานทางกฎหมายและต้องลบเมื่อหมดความจำเป็น
เก็บผลตรวจประวัติอาชญากรรมไว้ได้นานเท่าไร?
ถ้าไม่มีกฎหมายเฉพาะและไม่มีความจำเป็นตาม PDPA เก็บต่อได้ไม่เกิน 6 เดือนหลังคัดเลือกผู้สมัครแต่ละรายเสร็จ ตามข้อ 9 ของประกาศปี 2566 ถ้าจะเก็บนานกว่านั้นต้องได้ความยินยอมโดยชัดแจ้งแยกอีกฉบับ หรือมีความจำเป็นตามมาตรา 26 (4) เช่น เก็บไว้เป็นหลักฐานภายในอายุความ
ผู้สมัครไม่ยินยอมให้ตรวจ บริษัทไม่รับเข้าทำงานได้หรือไม่?
คณะอนุกรรมการฯ ตอบสมาคมธนาคารไทยในประเด็น 4.2 (ก) ว่า ถ้าความยินยอมจำเป็นหรือเกี่ยวข้องกับการพิจารณารับเข้าทำงานเพียงพอ ก็กำหนดเป็นเงื่อนไขของสัญญาได้ตามมาตรา 19 วรรคสี่ แต่ถ้าตำแหน่งนั้นไม่จำเป็นต้องตรวจ การตั้งเงื่อนไขแบบนี้ขัดมาตรา 19 วรรคสี่ และผู้สมัครร้องเรียนตามมาตรา 73 ได้
ผลตรวจที่เก็บไว้ก่อนประกาศปี 2566 มีผล ต้องลบทันทีหรือไม่?
ไม่ต้องลบทันที ในข้อหารือประเด็นที่ 2 คณะอนุกรรมการฯ เห็นว่าระยะเวลาตามข้อ 9 ต้องไม่ย้อนหลังเป็นโทษ ระยะ 6 เดือนจึงเริ่มนับจากวันที่ประกาศมีผลใช้บังคับ ไม่ใช่วันที่เก็บมา และผู้ควบคุมข้อมูลยังต้องมีระบบลบตามมาตรา 37 (3)
ตัวบทและแหล่งอ้างอิง
- พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 — มาตรา 19 วรรคสี่ · มาตรา 26
- ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมที่มิได้กระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย พ.ศ. 2566 — ข้อ 3 · ข้อ 5 · ข้อ 6 · ข้อ 7 · ข้อ 9
- สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล: รวมคำสั่งทางปกครองของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ และสำเนาสรุปการตอบข้อหารือ (แนวทาง ไม่ใช่กฎหมาย) — ข้อหารือสมาคมธนาคารไทย (ประวัติอาชญากรรม · อาชญากรรมทางเทคโนโลยี) · ข้อหารือการทางพิเศษแห่งประเทศไทย
ตัวบทที่ยกมาในกรอบ "ตัวบท" คัดคำต่อคำจากคลังกฎหมายของ AIPDPA ซึ่งถอดจากราชกิจจานุเบกษาและเอกสารของหน่วยงานรัฐ แล้วระบบตรวจทุกครั้งที่แก้บทความว่าตรงกับคลังทุกตัวอักษร · บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง

