7 ข้อเริ่มต้นสำหรับกล้องวงจรปิดที่ติดแล้ว คือชุดมาตรการในข้อ 3.1 ของแนวปฏิบัติ สกมช. ฉบับ 29 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นข้อเสนอแนะ ไม่ใช่กฎหมาย เจ้าของร้านและ SME ได้แผนทำให้ปลอดภัยทีละข้อภายในหนึ่งสัปดาห์ พร้อมตารางว่าใครทำอะไร และแยกชัดว่าส่วนไหนเป็นหน้าที่ตาม PDPA
- แนวปฏิบัติ สกมช. ข้อ 3.1 มี 7 ข้อ ตั้งแต่เปลี่ยนรหัสผ่านเริ่มต้นจนถึงกำหนดผู้รับผิดชอบเมื่อเกิดเหตุ
- เอกสารนี้เป็นข้อเสนอแนะ ไม่มีสภาพบังคับใช้ ตามที่คำนำเขียนไว้เอง ใช้แทนกฎหมายไม่ได้
- ระดับ B/E/H ในเอกสารไม่ใช่การจัดชั้นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ และไม่ได้กำหนดจากขนาดร้าน
- หน้าที่ตามกฎหมายอยู่ที่ PDPA เช่น มาตรา 37 (1) มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และ (3) ระบบลบข้อมูล
- เวลาในตารางแผนหนึ่งสัปดาห์เป็นการประมาณของผู้เขียน ไม่ใช่ตัวเลขจากแนวปฏิบัติ
สมมติว่าร้านของคุณติดกล้องสี่ตัวมาสองปีแล้ว ช่างตั้งให้ดูผ่านมือถือได้ตั้งแต่วันติดตั้ง หลังจากนั้นไม่มีใครแตะการตั้งค่าอีกเลย วันนี้ลองตอบสามข้อ รหัสผ่านของเครื่องบันทึกถูกเปลี่ยนจากค่าที่มากับเครื่องหรือยัง กล้องเปิดออกอินเทอร์เน็ตอยู่หรือเปล่า และภาพถูกเก็บไว้กี่วัน
ถ้าตอบไม่ได้แม้แต่ข้อเดียว แปลว่ามีงานต้องทำ และงานนี้ไม่ต้องรอช่างใหม่หรือซื้อเครื่องใหม่ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ออกแนวปฏิบัติเล่มทั่วไปเมื่อ 29 กันยายน 2569 และในข้อ 3.1 มีรายการ 7 ข้อไว้สำหรับคนที่ยังทำทุกมาตรการพร้อมกันไม่ได้
บทความนี้อ่านข้อ 3.1 แล้วเรียงเป็นแผนหนึ่งสัปดาห์ ส่วนเรื่องป้ายแจ้ง ฐานทางกฎหมาย และการให้ภาพตำรวจ มีอยู่แล้วในบทความ ติดกล้องวงจรปิดในออฟฟิศ ร้าน คอนโด ต้องทำอะไรตาม PDPA ที่นี่จึงเน้นฝั่งความมั่นคงปลอดภัยของตัวระบบ
แนวปฏิบัติทั้งสองฉบับนี้เป็นเพียงข้อเสนอแนะเบื้องต้นให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่มีสภาพบังคับใช้ ไม่สามารถใช้แทนกฎหมาย ประกาศ หลักเกณฑ์ สัญญา หรือข้อกำหนดอื่นที่มีผลใช้บังคับ
ข้อ 3.1 ของแนวปฏิบัติ สกมช. คืออะไร ใช้กับร้านเล็กได้ไหม?
คือรายการเริ่มต้นสั้น ๆ 7 ข้อ เขียนไว้สำหรับองค์กรที่อยากลดความเสี่ยงสำคัญก่อน เพราะยังทำมาตรการทั้งบทไม่ได้ในคราวเดียว แนวปฏิบัติเรียกว่า Quick Start และบอกชัดว่าไม่ได้ใช้แทนการประเมินความเสี่ยง
มาตรการในหัวข้อนี้เป็นแนวทางเริ่มต้น (Quick Start) สำหรับองค์กรที่ต้องการลดความเสี่ยงสำคัญของระบบ CCTV หรือยังไม่สามารถดำเนินมาตรการทั้งหมดในบทนี้ได้ในคราวเดียว ทั้งนี้ การดำเนินการตาม Quick Start มิได้ใช้ทดแทนการประเมินความเสี่ยงหรือมาตรการอื่นที่เกี่ยวข้อง
ตารางในข้อ 3.1 มีสามคอลัมน์ระดับ คือ B (พื้นฐาน) E (เพิ่มเติม) และ H (ความเชื่อมั่นสูง) ร้านค้าขนาดเล็กที่ไม่มีทีมไอทีส่วนใหญ่จะเริ่มอ่านที่คอลัมน์ B แต่ต้องระวังอย่างหนึ่ง แนวปฏิบัติไม่ได้ผูกระดับกับขนาดร้าน
ข้อ 1.5 เขียนว่าระดับต้องมาจากบริบทและผลประเมินความเสี่ยงโดยรวม ไม่ใช่จากปัจจัยเดียว เช่น ประเภทองค์กรหรือขนาด และข้อ 2.1.3 ย้ำว่าระบบ CCTV ขนาดเล็กที่สนับสนุนภารกิจสำคัญอาจต้องเข้มกว่าระบบใหญ่ที่ผลกระทบจำกัด ร้านทองที่มีกล้องสามตัวจึงไม่ควรตัดสินตัวเองเป็นระดับ B เพียงเพราะร้านเล็ก
การจำแนกดังกล่าวเป็นวิธีการประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติฉบับนี้ มิใช่การจัดประเภทองค์กรตามกฎหมายและมิใช่การจำแนกโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ
อีกคำที่ต้องอ่านให้ตรง คือ “พึงปฏิบัติ” กับ “ควรพิจารณา” ตามข้อ 1.5 พึงปฏิบัติคือมาตรการหลักที่แนะนำสำหรับระดับนั้น ถ้าเลือกวิธีอื่นควรอธิบายเหตุผลได้ ส่วนควรพิจารณาคือมาตรการเพิ่มเติมที่เลือกใช้ตามบริบท ทั้งสองคำไม่ใช่ภาษาของกฎหมายที่ใช้สั่งบังคับ
| ข้อ | สิ่งที่ต้องทำ | ผู้รับผิดชอบหลัก | สถานะที่ระดับ B |
|---|---|---|---|
| 1 | เปลี่ยนหรือจัดการรหัสผ่านเริ่มต้นของกล้อง เครื่องบันทึก ระบบบริหาร และแอป ก่อนเปิดใช้งาน | เจ้าของระบบและผู้ติดตั้งร่วมกัน | พึงปฏิบัติ |
| 2 | ไม่เปิดกล้อง เครื่องบันทึก หรือส่วนบริหารสู่อินเทอร์เน็ตโดยตรงโดยไม่จำเป็น ใช้ช่องทางที่อนุมัติแล้ว | ผู้ติดตั้ง/ผู้ดูแลระบบ | พึงปฏิบัติ |
| 3 | เปิดการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (MFA) สำหรับบัญชีสิทธิสูงและการเข้าถึงจากระยะไกล เมื่อระบบรองรับ | เจ้าของระบบ/ผู้ใช้งาน | ควรพิจารณา (ระดับ E และ H เป็นพึงปฏิบัติ) |
| 4 | มีขั้นตอนติดตามและติดตั้งการปรับปรุงด้านความปลอดภัยและเฟิร์มแวร์ | เจ้าของระบบและผู้ติดตั้งร่วมกัน | พึงปฏิบัติ |
| 5 | กำหนดวัตถุประสงค์ของกล้อง และทำมาตรการความเป็นส่วนตัวและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล | เจ้าของระบบ/ผู้ใช้งาน | พึงปฏิบัติ |
| 6 | กำหนดระยะเวลาเก็บภาพ และให้มีการลบ ทำลาย หรือเขียนทับเมื่อครบกำหนด เว้นแต่มีเหตุให้เก็บต่อ | เจ้าของระบบ/ผู้ใช้งาน | พึงปฏิบัติ |
| 7 | กำหนดผู้รับผิดชอบระบบ ช่องทางรายงานเหตุ และคนที่ตัดสินใจเมื่อมีเหตุผิดปกติ | เจ้าของระบบ/ผู้ใช้งาน | พึงปฏิบัติ |
ใต้ตารางมีหมายเหตุถึงบ้านและกิจการขนาดเล็กที่ไม่มีบุคลากรด้านเทคนิคโดยตรง ให้ผู้ติดตั้งหรือผู้ให้บริการตั้งค่าความปลอดภัยที่จำเป็นให้เสร็จก่อนส่งมอบ และส่งมอบสิทธิ บัญชี และข้อมูลที่ต้องใช้บริหารระบบให้เจ้าของ ซึ่งแปลว่าร้านเล็กมีสิทธิทวงงานเหล่านี้จากช่างได้
ทำทั้ง 7 ข้อให้เสร็จในหนึ่งสัปดาห์ ต้องเรียงอย่างไร?
ลำดับเลขในแนวปฏิบัติไม่ใช่ลำดับงาน ผู้เขียนจึงเรียงใหม่ตามหลักว่าทำสิ่งที่ปิดช่องเสี่ยงที่สุดก่อน และทำสิ่งที่ต้องคุยกับคนอื่นไว้ทีหลัง ตารางข้างล่างเป็นข้อเสนอของผู้เขียนเอง ไม่ได้มาจากแนวปฏิบัติ และตัวเลขเวลาเป็นการประมาณสำหรับร้านที่มีกล้องไม่เกินสิบตัว ระบบที่ใหญ่กว่านั้นต้องเผื่อเวลาเพิ่ม
| วัน | งาน (ข้อใน 3.1) | ใครทำ | เวลาประมาณ |
|---|---|---|---|
| วันที่ 1 | จดรายการอุปกรณ์ทั้งหมด (กล้อง เครื่องบันทึก เราเตอร์ แอปที่ใช้ดู) และเลือกคนรับผิดชอบระบบหนึ่งคน (ข้อ 7) | เจ้าของร้านหรือผู้จัดการ | 1 ชั่วโมง |
| วันที่ 2 | เปลี่ยนรหัสผ่านเริ่มต้นของทุกอุปกรณ์ และเก็บรหัสใหม่ในที่ที่ป้องกันไว้ (ข้อ 1) | เจ้าของร้านกับช่าง | 1–2 ชั่วโมง |
| วันที่ 3 | ตรวจว่ากล้องหรือเครื่องบันทึกเปิดสู่อินเทอร์เน็ตตรงหรือไม่ ปิดสิ่งที่ไม่จำเป็น (ข้อ 2) | ช่างหรือผู้ดูแลเครือข่าย | 1–3 ชั่วโมง |
| วันที่ 4 | เปิด MFA ที่บัญชีดูกล้องและอีเมลที่ผูกไว้ แล้วตรวจเวอร์ชันเฟิร์มแวร์ จดไว้ (ข้อ 3 และ 4) | เจ้าของร้านกับช่าง | 1–2 ชั่วโมง |
| วันที่ 5 | เขียนวัตถุประสงค์ของกล้องแต่ละจุด ตรวจมุมที่เกินจำเป็น และติดป้ายแจ้ง (ข้อ 5) | เจ้าของร้าน | 2–3 ชั่วโมง |
| วันที่ 6 | ตัดสินระยะเก็บภาพพร้อมเหตุผล แล้วตรวจที่เครื่องว่าตั้งตรงกันและลบเขียนทับจริง (ข้อ 6) | เจ้าของร้านกับช่าง | 1–2 ชั่วโมง |
| วันที่ 7 | ซ้อมสั้น ๆ ว่าถ้าสงสัยว่ากล้องถูกเจาะจะโทรหาใคร ตัดการเชื่อมต่ออะไรก่อน แล้วจดสรุปทั้งสัปดาห์ (ข้อ 7) | คนรับผิดชอบระบบ | 1 ชั่วโมง |
รวมแล้วราว 8–14 ชั่วโมงทำงาน ถ้าช่างคนเดิมยังติดต่อได้ ให้นัดครั้งเดียวทำวันที่ 2–4 ต่อเนื่องกัน จะถูกกว่าเรียกมาทีละเรื่อง ถ้าติดต่อช่างไม่ได้ ข้อ 2 และข้อ 4 เป็นส่วนที่เจ้าของทำเองได้ยากที่สุด ควรหาผู้ดูแลเครือข่ายมาช่วยเฉพาะสองข้อนี้
ข้อ 1 และ 2: รหัสผ่านเริ่มต้นกับการเปิดกล้องออกอินเทอร์เน็ต ทำอย่างไร?
เริ่มจากรหัสผ่าน เพราะเป็นข้อที่แนวปฏิบัติเอ่ยถึงตั้งแต่คำนำ โดยยกตัวอย่างความเสี่ยงไว้ว่า เช่น การใช้ข้อมูลยืนยันตัวตนเริ่มต้น หรือรหัสผ่านจากโรงงาน ข้อ 3.1 ขยายต่อเป็นข้อแรกของรายการ และเขียนถึงฝั่งผู้ผลิตด้วย
ผลิตภัณฑ์ไม่ควรใช้ข้อมูลยืนยันตัวตนเริ่มต้นแบบเดียวกันกับอุปกรณ์จำนวนมากซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงและผลกระทบในกรณีที่ข้อมูลยืนยันตัวตนเริ่มต้นรั่วไหลหรือถูกละเมิด
วิธีทำในร้านจริงคือไล่ทีละอุปกรณ์ กล้อง เครื่องบันทึก (NVR/DVR) หน้าบริหารของเราเตอร์ และแอปที่ผูกกับบัญชีผู้ผลิต แต่ละตัวต้องเปลี่ยนรหัสผ่านที่มากับเครื่อง และไม่ควรใช้รหัสเดียวกันกับหลายตัวโดยไม่มีเหตุผล ซึ่งข้อ 3.4.4 จัดเป็นมาตรการพึงปฏิบัติตั้งแต่ระดับ B
เรื่องการเก็บรหัส ข้อ 3.4.4 บอกให้เก็บด้วยวิธีที่ได้รับการป้องกัน ผู้เขียนเสนอให้ใช้โปรแกรมจัดการรหัสผ่านหรือซองปิดผนึกในตู้ที่ล็อกได้ และจดว่าใครถือไว้ อย่าเขียนรหัสบนกระดาษแปะข้างเครื่องบันทึก เพราะคนที่เข้ามาถึงเครื่องก็เห็นทันที
ข้อ 2 ตามมาทันที เพราะรหัสผ่านที่ดีก็ช่วยไม่ได้มากถ้าหน้าเข้าสู่ระบบของกล้องเปิดให้ทั้งอินเทอร์เน็ตเห็น แนวปฏิบัติให้เลี่ยงการเปิดกล้องหรือส่วนบริหารสู่อินเทอร์เน็ตโดยตรงโดยไม่จำเป็น และถ้าต้องดูจากข้างนอกก็ใช้ช่องทางที่ได้รับอนุมัติ วิธีตรวจเบื้องต้นมีสามอย่าง
- เข้าหน้าบริหารของเราเตอร์ แล้วดูรายการ Port Forwarding หรือ Virtual Server ถ้ามีกฎที่ชี้ไปยังกล้องหรือเครื่องบันทึก ให้ถามช่างว่าเปิดไว้ทำไม
- ดูว่า UPnP เปิดอยู่ไหม ตารางข้อ 3.3.4.1 แนะนำให้ปิดเมื่อไม่จำเป็น เพราะอาจเปิดการเชื่อมต่อออกอินเทอร์เน็ตให้อัตโนมัติ
- ถามช่างว่ามีบริการ P2P หรือคลาวด์ของผู้ผลิตเปิดอยู่หรือไม่ แนวปฏิบัติให้เปิดเฉพาะเมื่อได้รับอนุมัติ และกำกับเหมือนช่องทางเข้าถึงระยะไกลอื่น รายละเอียดอยู่ในบทความ รหัสผ่านโรงงานและการดูกล้องจากนอกบ้าน
ข้อ 3 และ 4: MFA กับการอัปเดตเฟิร์มแวร์ ต้องทำแค่ไหน?
ข้อ 3 เป็นข้อเดียวที่ระดับ B ใช้คำว่า “ควรพิจารณา” แทนพึงปฏิบัติ เพราะ MFA ต้องพึ่งว่าระบบรองรับ ในตารางเขียนว่าใช้กับบัญชีสิทธิสูงและการเข้าถึงจากระยะไกล เมื่อระบบรองรับ ถ้าแอปดูกล้องของคุณมีตัวเลือกยืนยันสองขั้นตอน ให้เปิดที่บัญชีเจ้าของก่อน และเปิดที่อีเมลที่ใช้กู้บัญชีด้วย ไม่ต้องรอให้ถึงระดับ E
ข้อ 4 ฟังง่ายแต่ทำยากกว่าที่คิด ข้อ 3.5.1 อธิบายว่ากล้องมีอายุใช้งานหลายปี ขณะที่ช่องโหว่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ อุปกรณ์ที่ยังทำงานปกติจึงเสี่ยงขึ้นได้ถ้าไม่ได้อัปเดต หรือผู้ผลิตเลิกสนับสนุนแล้ว ระดับ B ได้รับคำว่าพึงปฏิบัติสามเรื่อง ได้แก่ กำหนดผู้รับผิดชอบติดตามการอัปเดต ประเมินความเร่งด่วนจากความรุนแรงและความเสี่ยง และตรวจแหล่งที่มาของเฟิร์มแวร์ก่อนติดตั้ง
ในทางปฏิบัติ ให้จดรุ่นและเวอร์ชันเฟิร์มแวร์ของกล้องกับเครื่องบันทึกทุกตัวลงตารางเดียว แล้วตรวจกับเว็บของผู้ผลิตเท่านั้น อย่าโหลดเฟิร์มแวร์จากลิงก์ที่คนอื่นส่งมา การทำทะเบียนเวอร์ชันและการทบทวนว่าอุปกรณ์หมดการสนับสนุน (EoL/EoS) หรือยัง แนวปฏิบัติจัดเป็นควรพิจารณาที่ระดับ B แต่เป็นพึงปฏิบัติที่ระดับ E เจ้าของร้านทำไว้ตั้งแต่แรกจะไม่เสียเวลา
ถ้าพบว่ากล้องรุ่นเก่ามากและผู้ผลิตไม่ออกอัปเดตแล้ว คำนำของบทที่ 3 บอกว่าไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบทั้งหมดในคราวเดียว ให้ประเมินความเสี่ยง จัดลำดับ และพิจารณามาตรการชดเชยหรือแผนทดแทนไปตามระดับความเสี่ยง เรื่องนี้แยกเป็นอีกบทความหนึ่งต่างหาก
ข้อ 5 และ 6: วัตถุประสงค์ ป้าย และระยะเก็บภาพ ต้องกำหนดอะไร?
สองข้อนี้คือจุดที่ความมั่นคงปลอดภัยกับ PDPA มาเจอกัน ข้อ 5 ให้กำหนดวัตถุประสงค์การใช้กล้อง ข้อ 2.3.1 เสนอให้คิดเรียงตามลำดับ คือวัตถุประสงค์ ความจำเป็น พื้นที่ที่ต้องบันทึก ข้อมูลที่จำเป็น ระยะเวลาที่ต้องเก็บ และคนที่ต้องเข้าถึง ซึ่งเป็นการคิดแบบเก็บเท่าที่จำเป็นนั่นเอง
แนวปฏิบัติเตือนด้วยว่า ไม่ควรติดกล้องเพียงเพราะเทคโนโลยีทำได้ ในทางปฏิบัติหมายความว่าให้เปิดภาพสดของกล้องทีละตัว แล้วถามว่ามุมนี้ช่วยเรื่องอะไร ถ้าตอบไม่ได้หรือเห็นพื้นที่ที่ลูกค้าและพนักงานคาดหมายว่าเป็นส่วนตัว ให้ปรับมุมหรือถอด ข้อ 3.2.1.7 ว่าด้วยพื้นที่ที่ไม่ควรติดตั้งหรือควรระวังเป็นพิเศษ
เรื่องป้าย ข้อ 2.3.2 เสนอป้ายเบื้องต้นที่บอกว่ามีการใช้ CCTV วัตถุประสงค์หลัก ชื่อผู้รับผิดชอบ และช่องทางอ่านรายละเอียดเพิ่ม โดยมีประกาศความเป็นส่วนตัวฉบับเต็มรองรับ ส่วนตัวป้ายตามแนว TDPG 4.0 ซึ่งละเอียดกว่านี้ อ่านต่อได้ในบทความเรื่อง PDPA กับกล้องวงจรปิดที่ลิงก์ไว้ข้างต้น ประโยคเตือนสำคัญในข้อ 2.3.2 อยู่ตรงนี้
การมีป้ายแจ้ง ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นขอและได้รับความยินยอมโดยอัตโนมัติ และไม่ได้ทำให้องค์กรสามารถนำข้อมูลไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นได้โดยไม่ต้องพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
ข้อ 6 เป็นข้อที่ร้านค้าตอบผิดกันได้ง่าย เพราะเครื่องบันทึกส่วนใหญ่ตั้งให้เขียนทับเองเมื่อดิสก์เต็ม ทำให้ระยะเก็บจริงถูกกำหนดด้วยขนาดดิสก์ แนวปฏิบัติห้ามทางนี้ไว้ตรง ๆ ในข้อ 3.2.3
ไม่ควรกำหนด Retention จากขนาดพื้นที่จัดเก็บที่มีอยู่ หรือเก็บข้อมูลให้นานที่สุดเพียงเพราะเทคโนโลยีสามารถรองรับได้
ในแผนหนึ่งสัปดาห์ วันที่ 6 จึงมีสองขั้น ขั้นแรกคือตัดสินใจว่าจะเก็บกี่วันและเขียนเหตุผลสั้น ๆ ไว้ เช่น ร้านรู้ว่ามีของหายหรือมีเรื่องทะเลาะภายในไม่กี่วัน ขั้นที่สองคือไปดูที่เครื่องบันทึกว่าภาพย้อนหลังที่มีอยู่จริงตรงกับตัวเลขนั้นหรือเปล่า การตรวจค่าที่ตั้งจริงเทียบนโยบายเป็นมาตรการควรพิจารณาที่ระดับ B ข้อนี้ผู้เขียนแนะนำให้ทำเลย
แนวปฏิบัติยังให้นับถึงสำเนาที่อื่น เช่น คลาวด์ ข้อมูลสำรอง และไฟล์ที่ส่งออกมา ไม่ใช่แค่ในเครื่องบันทึก และให้มีวิธีระงับการลบชั่วคราวเมื่อเหตุนั้นต้องเก็บภาพต่อ เช่น เมื่อแจ้งความแล้ว ทั้งสองข้อเป็นควรพิจารณาที่ระดับ B ในส่วนของกฎหมาย PDPA มีหน้าที่ที่ตรงกันอยู่ในมาตรา 37 (3)
จัดให้มีระบบการตรวจสอบเพื่อดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการเก็บรักษา หรือที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลนั้น
ข้อ 7: ใครต้องรับผิดชอบเมื่อเกิดเหตุ ในร้านที่มีคนไม่กี่คน?
ข้อ 7 ขอสามอย่าง คือคนรับผิดชอบระบบ ช่องทางรายงานเหตุ และผู้มีอำนาจตัดสินใจเมื่อมีเหตุผิดปกติ ร้านเล็กไม่ต้องตั้งแผนก ข้อ 2.1.5 ยอมรับตรง ๆ ว่าคนคนเดียวสวมหลายบทบาทได้ แต่ต้องตอบคำถามห้าข้อได้
องค์กรขนาดเล็กอาจให้บุคคลหนึ่งปฏิบัติหลายบทบาทได้ แต่ควรสามารถระบุได้ว่า ใครกำหนด ใครอนุมัติ ใครดำเนินการ ใครตรวจสอบ และใครรับผิดชอบเมื่อเกิดเหตุ
แผ่นกระดาษหนึ่งแผ่นที่ตอบห้าคำถามนี้ ติดไว้ใกล้เครื่องบันทึกหรือเก็บในแฟ้มของร้านก็เพียงพอสำหรับวันแรก ในแผ่นเดียวกันควรมีเบอร์ช่อง ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายกล้อง เพราะเมื่อเหตุเกิดจริงคนมักเสียเวลากับการหาเบอร์
ข้อ 3.6.3 วางขั้นตอนตอบสนองไว้ 6 ขั้น คือจำกัดเหตุ ประเมินเหตุ แก้สาเหตุ กู้คืน รายงานและสื่อสาร และทบทวน ที่ระดับ B มีสี่เรื่องเป็นพึงปฏิบัติ ได้แก่ กำหนดผู้รับผิดชอบและช่องทางแจ้งเหตุ แยกหรือจำกัดอุปกรณ์ที่สงสัยว่าถูกโจมตี เพิกถอนรหัสผ่านหรือสิทธิที่เกี่ยวข้อง และรายงานตามกฎหมายหรือข้อกำหนดที่ใช้บังคับ สำหรับร้านเล็ก หมายถึงถอดสายเครือข่ายของอุปกรณ์ที่ผิดปกติ แล้วเปลี่ยนรหัสผ่านจากอุปกรณ์เครื่องอื่นที่ปลอดภัย
แนวปฏิบัติยังเตือนให้เก็บบันทึกเหตุการณ์และหลักฐานก่อนรีเซ็ตอุปกรณ์เมื่อทำได้ ถ้าเหตุเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ผู้ควบคุมข้อมูลต้องเปิดดูหน้าที่ตามมาตรา 37 (4) ของ PDPA เรื่องแจ้งเหตุโดยไม่ชักช้าภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุเท่าที่กระทำได้ เว้นแต่ไม่มีความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ดูขั้นตอนทั้งหมดใน คู่มือแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลภายใน 72 ชั่วโมง
แนวปฏิบัติแนะนำ กับหน้าที่ตาม PDPA ต่างกันอย่างไร?
ต่างกันที่ผลของการไม่ทำ แนวปฏิบัติ สกมช. ไม่มีสภาพบังคับใช้ ส่วนหน้าที่ใน PDPA เป็นกฎหมาย ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องทำตามเมื่อกล้องบันทึกภาพที่ระบุตัวคนได้ ตารางข้างล่างวางทั้งสองฝั่งคู่กันต่อ 7 ข้อ เพื่อให้เห็นว่าข้อไหนมีกฎหมายหนุนหลัง ข้อไหนเป็นเพียงวิธีทำที่ดี
| ข้อ | แนวปฏิบัติ สกมช. (ข้อเสนอแนะ) | หน้าที่ใน PDPA ที่เกี่ยวข้อง | ความสัมพันธ์ |
|---|---|---|---|
| 1 รหัสผ่านเริ่มต้น | ให้เปลี่ยนหรือจัดการก่อนเปิดใช้ | มาตรา 37 (1) มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม | เป็นตัวอย่างของมาตรการที่เหมาะสม แต่ PDPA ไม่ได้ระบุรายการมาตรการ |
| 2 ไม่เปิดสู่อินเทอร์เน็ตตรง | ใช้ช่องทางที่อนุมัติ | มาตรา 37 (1) | เช่นเดียวกับข้อ 1 |
| 3 MFA | ควรพิจารณาที่ระดับ B | มาตรา 37 (1) | PDPA ไม่ได้บังคับ MFA โดยตรง |
| 4 อัปเดตเฟิร์มแวร์ | ตั้งผู้รับผิดชอบและกระบวนการ | มาตรา 37 (1) ส่วนที่ให้ทบทวนมาตรการเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน | ใกล้กับถ้อยคำของกฎหมายที่สุดข้อหนึ่ง |
| 5 วัตถุประสงค์และความเป็นส่วนตัว | คิดตามลำดับ ติดป้าย | มาตรา 23 แจ้งก่อนหรือขณะเก็บรวบรวม และมาตรา 22 เก็บเท่าที่จำเป็น | เป็นหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง ดูรายละเอียดในบทความ PDPA กับกล้องวงจรปิด |
| 6 ระยะเก็บและการลบ | ตั้งระยะพร้อมเหตุผล ตั้งเครื่องให้ลบจริง | มาตรา 37 (3) ระบบตรวจสอบเพื่อลบหรือทำลาย | เป็นหน้าที่ตามกฎหมาย แต่จำนวนวันต้องตัดสินเอง |
| 7 ผู้รับผิดชอบและการรับมือเหตุ | กำหนดคน ช่องทางรายงาน ผู้ตัดสินใจ | มาตรา 37 (4) แจ้งเหตุภายใน 72 ชั่วโมง | แนวปฏิบัติช่วยเตรียมคน ส่วนกำหนดเวลาแจ้งเป็นของกฎหมาย |
ข้อควรระวังคือ PDPA ไม่ได้เขียนรายการมาตรการความปลอดภัยเป็นข้อ ๆ มาตรา 37 (1) กำหนดให้มี “มาตรการที่เหมาะสม” และให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกาศ จึงพูดไม่ได้ว่ากฎหมายสั่งให้เปิด MFA หรืออัปเดตเฟิร์มแวร์ ถ้ากล้องของร้านรั่วไหลแล้วต้องชี้แจงต่อ สคส. การทำตามแนวปฏิบัติ สกมช. พร้อมหลักฐานเป็นข้อมูลที่ช่วยอธิบายว่าร้านมีมาตรการอะไร ผลทางกฎหมายยังตัดสินเป็นรายกรณี
เรื่องที่ PDPA ขอนอกเหนือจาก 7 ข้อ เช่น การให้ภาพแก่ตำรวจ การตอบคำขอใช้สิทธิดูภาพของตัวเอง และการทำบันทึกรายการตามมาตรา 39 อยู่ในบทความ PDPA กับกล้องวงจรปิด ส่วนมาตรฐานขั้นต่ำด้านความปลอดภัยที่คณะกรรมการประกาศ ดูรายการตรวจได้ใน บทความเรื่องมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยขั้นต่ำ
ทำครบหนึ่งสัปดาห์แล้ว ต้องทำอะไรต่อ และพลาดอะไรได้บ้าง?
ต่อไปคือทำให้เป็นกิจวัตร แนวปฏิบัติบอกว่าความถี่ของการทบทวนสิทธิควรสัมพันธ์กับความเสี่ยงและจำนวนคนที่เปลี่ยน ไม่ต้องใช้รอบเวลาเดียวกันทุกระบบ ผู้เขียนเสนอให้ร้านเล็กนัดตัวเองทุกสามเดือนเพื่อไล่ตารางที่จดไว้ในสัปดาห์แรก คือรายการอุปกรณ์ เวอร์ชันเฟิร์มแวร์ รายชื่อคนที่ดูภาพได้ และค่าระยะเก็บ และทบทวนทันทีเมื่อเปลี่ยนช่างหรือพนักงานที่รู้รหัสลาออก ข้อหลังนี้ตรงกับมาตรการเพิกถอนสิทธิเมื่อพ้นหน้าที่ในข้อ 3.4.3
ข้อ 3.1 ข้อแรกครอบคลุมกล้อง เครื่องบันทึก ระบบบริหาร แอป และองค์ประกอบอื่น ไม่ใช่เฉพาะตัวกล้อง
ข้อ 3.4.4 ให้ไม่ใช้รหัสเดียวกันกับหลายอุปกรณ์โดยไม่มีเหตุผล เพราะรหัสรั่วครั้งเดียวเปิดได้ทั้งระบบ
ข้อ 3.2.3 ห้ามกำหนด Retention จากขนาดพื้นที่จัดเก็บที่มีอยู่
ตอบทั้งข้อ 4 และข้อ 7 และเป็นหลักฐานเมื่อถูกถามย้อนหลัง
ข้อ 3.1 ไม่ได้ใช้ทดแทนการประเมินความเสี่ยงหรือมาตรการอื่นที่เกี่ยวข้อง และ PDPA ยังมีเรื่องป้าย การให้ภาพ และสิทธิของเจ้าของข้อมูลแยกต่างหาก
คำถามที่พบบ่อย
ร้านเล็กที่มีกล้องแค่ 2–3 ตัว ต้องทำครบ 7 ข้อไหม?
แนวปฏิบัติ สกมช. ไม่มีสภาพบังคับใช้ จึงไม่มีใครบังคับให้ทำครบ แต่ 7 ข้อนี้เป็นชุดเริ่มต้นที่ใช้เวลาไม่มาก และข้อที่ตรงกับ PDPA โดยตรง เช่น ป้ายแจ้งและการลบภาพเมื่อครบกำหนด ยังเป็นหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอยู่ดี
ระดับ B E H คืออะไร ร้านผมอยู่ระดับไหน?
ข้อ 2.1.2 ของแนวปฏิบัติแบ่งการประยุกต์ใช้มาตรการเป็นพื้นฐาน (B) เพิ่มเติม (E) และความเชื่อมั่นสูง (H) ตามผลกระทบและความเสี่ยง ไม่ใช่ตามขนาดร้านหรือประเภทธุรกิจ และไม่ใช่การจัดชั้นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ ร้านที่ภาพกล้องมีผลต่อความปลอดภัยของคนมาก หรือเชื่อมกับระบบอื่น อาจต้องเข้มกว่าระดับ B
ช่างเป็นคนตั้งค่าให้ทั้งหมด ถือว่าความรับผิดชอบเป็นของช่างหรือเปล่า?
ข้อ 2.1.5 ระบุว่าความมั่นคงปลอดภัยของ CCTV เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของผู้ติดตั้งกับเจ้าของระบบ และให้ตกลงแบ่งหน้าที่ให้ชัด เจ้าของระบบเป็นฝ่ายกำหนดวัตถุประสงค์ ระยะเก็บภาพ และผู้รับผิดชอบ ในแง่ PDPA ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลคือฝ่ายที่ต้องมีมาตรการ ส่วนช่างหรือบริษัทที่ทำตามคำสั่งอาจเป็นผู้ประมวลผลข้อมูล ต้องดูข้อตกลงเป็นกรณีไป
ต้องเก็บภาพกี่วันตามแนวปฏิบัติ สกมช.?
ข้อ 3.2.3 ไม่ได้กำหนดจำนวนวัน ให้พิจารณาจากวัตถุประสงค์ ความจำเป็น ความเสี่ยง ระยะที่องค์กรใช้ตรวจพบและตรวจสอบเหตุ รวมถึงกฎหมาย ข้อกำหนดเฉพาะภาคส่วนและสัญญา และไม่ควรตั้งจากขนาดที่เก็บ ดูตัวอย่างวิธีคิดเรื่องระยะเก็บเพิ่มใน บทความเรื่อง PDPA กับกล้องวงจรปิด
ถ้ากล้องที่บ้านใช้ดูแลบ้านตัวเอง ต้องทำตามแนวปฏิบัติและ PDPA ไหม?
ข้อ 2.3 ของแนวปฏิบัติบอกว่าการใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือกิจกรรมในครอบครัวของบุคคลนั้นเท่านั้น อยู่ในข้อยกเว้นตามมาตรา 4 (1) ของ PDPA แต่ไม่ได้แปลว่านำภาพไปเผยแพร่ได้โดยไม่มีข้อจำกัด และ 7 ข้อเริ่มต้นก็ยังใช้ป้องกันกล้องของตัวเองได้ ส่วนร้านค้าและกิจการไม่เข้าข้อยกเว้นนี้
ตัวบทและแหล่งอ้างอิง
- แนวปฏิบัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดสำหรับประเทศไทย เวอร์ชัน 1.0.0 (สกมช. · แนวปฏิบัติ ไม่ใช่กฎหมาย) — คำนำ · ข้อ 1.5 · ข้อ 2.1.2 · ข้อ 2.1.5 · ข้อ 2.3.2 · ข้อ 3.1 · ข้อ 3.2.3 · ข้อ 3.4.4 · ข้อ 3.5.1 · ข้อ 3.6.3
- พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 — มาตรา 23 · มาตรา 37 (1) (3) (4)
ตัวบทที่ยกมาในกรอบ "ตัวบท" คัดคำต่อคำจากคลังกฎหมายของ AIPDPA ซึ่งถอดจากราชกิจจานุเบกษาและเอกสารของหน่วยงานรัฐ แล้วระบบตรวจทุกครั้งที่แก้บทความว่าตรงกับคลังทุกตัวอักษร · บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง

