ป้ายกล้องวงจรปิดและประกาศความเป็นส่วนตัว คือการแจ้งสองชั้นว่าใครบันทึกภาพ เพื่ออะไร และดูรายละเอียดได้ที่ไหน ส่วนการขอดูภาพต้องมีขั้นตอนตรวจตัวตนและภาพของคนอื่น ตามข้อ 2.3.2–2.3.3 ของแนวปฏิบัติ สกมช. คู่กับ PDPA มาตรา 23 และ 30 เหมาะกับเจ้าของกิจการและนิติบุคคลอาคารชุด
- แนวปฏิบัติ สกมช. ข้อ 2.3.2 เสนอการแจ้งเป็นลำดับชั้น คือป้ายสั้นหน้าพื้นที่ และประกาศฉบับรายละเอียดอีกชั้นหนึ่ง
- ข้อ 2.3.2 บอกว่าการมีป้ายไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการขอและได้รับความยินยอมโดยอัตโนมัติ
- ผู้อยู่ในภาพขอดูภาพตัวเองเป็นการใช้สิทธิตาม PDPA มาตรา 30 ต้องทำภายในไม่เกิน 30 วัน และต้องกันภาพของคนอื่นออก
- ตำรวจ หน่วยงานรัฐ บริษัทประกัน หรือคนนอกขอภาพ ข้อ 2.3.3 ให้มีหลักฐานเหตุผล ผู้อนุมัติ ขอบเขต และวิธีส่ง
- แนวปฏิบัติเป็นข้อเสนอแนะ ไม่มีสภาพบังคับใช้ ส่วนหน้าที่แจ้งและตอบคำขอมาจาก PDPA และประกาศ สคส.
กล้องวงจรปิดมักมีป้ายติดอยู่ แต่น้อยแห่งที่มีคนตอบได้ว่า ถ้ามีคนเดินมาถามว่า “ขอดูภาพของผมหน่อย” ใครรับเรื่อง ตรวจอะไร และส่งภาพอย่างไร ป้ายกับขั้นตอนรับคำขอเป็นสองเรื่องที่ต้องไปด้วยกัน เพราะป้ายสัญญาไว้ว่าผู้ติดกล้องมีใครสักคนรับผิดชอบ
ส่วนข้อกำหนด PDPA ของกล้องในที่ทำงาน ร้าน และคอนโดโดยรวม อ่านได้ที่ ติดกล้องวงจรปิดในออฟฟิศ ร้าน คอนโด ต้องทำอะไรตาม PDPA บทความนี้ลงลึกที่สิ่งที่แนวปฏิบัติ สกมช. ฉบับใหม่เพิ่มเข้ามา คือการมองป้าย ประกาศ และคำขอเป็นกระบวนการเดียวกัน
ก่อนติดป้าย ต้องตอบเรื่องอะไรก่อน?
ต้องตอบก่อนว่าติดกล้องไปทำไม ป้ายที่ดีเขียนได้ก็ต่อเมื่อเจ้าของระบบตอบคำถามนี้แล้ว ข้อ 2.3.1 ของแนวปฏิบัติวางลำดับการคิดไว้ ก่อนติดตั้งหรือก่อนเปลี่ยนวิธีใช้กล้อง
ก่อนติดตั้งระบบ CCTV หรือเปลี่ยนแปลงลักษณะการใช้งาน องค์กรควรกำหนดวัตถุประสงค์ของการประมวลผลให้ชัดเจน และพิจารณาว่าการใช้ CCTV มีความจำเป็นและได้สัดส่วนกับวัตถุประสงค์ดังกล่าว หรือไม่
ข้อ 2.3.1 ให้ไล่เป็นลำดับ วัตถุประสงค์ ความจำเป็นในการใช้กล้อง พื้นที่ที่ต้องบันทึก ข้อมูลที่จำเป็น ระยะเวลาที่ต้องเก็บ และผู้ที่ต้องเข้าถึง ลำดับนี้ตรงกับช่องที่ป้ายและประกาศต้องเติมในภายหลัง ถ้าข้ามขั้นต้น ๆ ช่อง “เพื่ออะไร” บนป้ายจะกลายเป็นคำกว้าง ๆ ที่ไม่ผูกอะไรไว้เลย
ไม่ควรติดตั้งกล้องหรือเก็บรวบรวมข้อมูลเพียงเพราะเทคโนโลยีสามารถดำเนินการได้ และไม่ควรขยายขอบเขตการใช้งานเกินกว่าวัตถุประสงค์โดยไม่มีเหตุผลที่เหมาะสม
ข้อ 2.3 ยังแยกกรณีบ้านพักอาศัยไว้ด้วย ถ้าบุคคลติดกล้องเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือกิจกรรมในครอบครัวเท่านั้น เช่น ดูแลบ้านของตนเอง แนวปฏิบัติบอกว่าอยู่ในข้อยกเว้นตามมาตรา 4 (1) แห่ง PDPA แต่ข้อยกเว้นนั้นไม่ได้แปลว่าเอาภาพไปเผยแพร่ได้ไม่จำกัด และกล้องของนิติบุคคลอาคารชุด ร้านค้า หรือออฟฟิศไม่อยู่ในข้อยกเว้นนี้
ฐานทางกฎหมายที่เจ้าของระบบเลือกไว้ (เช่น ประโยชน์อันชอบธรรมหรือการปฏิบัติตามสัญญา) เป็นเรื่องที่ต้องตัดสินเป็นรายกรณี และเป็นข้อมูลที่ต้องไปอยู่ในประกาศฉบับรายละเอียดด้วย วิธีเลือกฐานอ่านต่อได้ใน ข้อหารือและแนวปฏิบัติเรื่องฐานทางกฎหมาย
ป้ายกล้องวงจรปิดต้องมีอะไรบ้าง?
มี 4 อย่างที่แนวปฏิบัติเสนอไว้สำหรับป้ายเบื้องต้น ส่วนรายการที่กฎหมายกำหนดให้แจ้งมีมากกว่านั้น และต้องแจ้งก่อนหรือขณะเก็บข้อมูล PDPA มาตรา 23 เป็นต้นทางของรายการเหล่านี้
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบก่อนหรือในขณะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลถึงรายละเอียด ดังต่อไปนี้ เว้นแต่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ทราบถึงรายละเอียดนั้นอยู่แล้ว
องค์กรควรจัดให้มีการแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ CCTV ตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง โดยอาจใช้การแจ้งข้อมูลเป็นลำดับชั้น (Layered Notice) เพื่อให้บุคคลสามารถรับทราบข้อมูลสำคัญได้โดยง่ายและมีช่องทางสำหรับศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม
ตัวอย่างการแจ้งข้อมูล สามารถแจ้งข้อมูลผ่านป้ายแจ้ง (CCTV Notice) โดยข้อมูลในป้ายแจ้งเบื้องต้นอาจประกอบด้วย - การแจ้งว่าพื้นที่มีการใช้ CCTV - วัตถุประสงค์หลักของการใช้ CCTV - ชื่อหรือข้อมูลระบุตัวผู้รับผิดชอบหรือองค์กร - ช่องทางสำหรับศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม
ประกาศความเป็นส่วนตัวฉบับรายละเอียดอาจครอบคลุมวัตถุประสงค์ ฐานในการประมวลผลประเภทข้อมูล ระยะเวลาการเก็บรักษา การเปิดเผยหรือผู้รับข้อมูล ผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง สิทธิของเจ้าของข้อมูล และช่องทางติดต่อ ตามที่กฎหมายและบริบทกำหนด
สองข้อนี้แบ่งงานกันชัด ป้ายต้องอ่านจบได้ในระยะเดินผ่าน จึงมีเพียงสี่เรื่อง ส่วนระยะเวลาเก็บ ผู้รับภาพ ผู้ให้บริการระบบ และสิทธิของเจ้าของข้อมูล ไปอยู่ในประกาศฉบับรายละเอียดที่ป้ายชี้ไปถึง
ข้อที่ควรระวังคือ ป้ายไม่ได้ทำให้การเก็บภาพชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาเอง ข้อ 2.3.2 เขียนเรื่องนี้ไว้ตรง ๆ และเป็นประโยคที่เจ้าของระบบควรจำที่สุดในหัวข้อนี้
การมีป้ายแจ้ง ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นขอและได้รับความยินยอมโดยอัตโนมัติ และไม่ได้ทำให้องค์กรสามารถนำข้อมูลไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นได้โดยไม่ต้องพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
ความหมายในทางปฏิบัติคือ เอาภาพที่ถ่ายไว้เพื่อความปลอดภัยไปใช้ตรวจเวลาเข้างานของพนักงาน หรือไปทำการตลาด จะอ้างว่า “ก็มีป้ายแล้ว” ไม่ได้ ต้องย้อนไปถามเรื่องวัตถุประสงค์และฐานทางกฎหมายใหม่ตามข้อ 2.3.1 ข้างบน
ข้อความบนป้ายสองชั้นควรเขียนอย่างไร?
ตารางด้านล่างเป็นตัวอย่างที่ผู้เขียนเขียนขึ้นเองเพื่อให้เห็นรูปแบบ ไม่ใช่ข้อความจากแนวปฏิบัติหรือกฎหมาย และไม่ใช่ข้อความมาตรฐานที่ใช้ได้ทุกที่ ข้อความในวงเล็บเหลี่ยมต้องแทนด้วยข้อเท็จจริงของคุณ โดยเฉพาะตัวเลขวันเก็บภาพ ซึ่งต้องตรงกับที่เครื่องบันทึกทำจริง
| ชั้นที่ 1 ป้ายหน้าพื้นที่ | ชั้นที่ 2 ประกาศฉบับรายละเอียด | |
|---|---|---|
| ติดหรือวางไว้ที่ไหน | ใกล้ทางเข้า ให้เห็นก่อนเข้าพื้นที่ที่กล้องครอบคลุม ใช้สัญลักษณ์รูปกล้องร่วมกับข้อความสั้น | หน้าเว็บที่ลิงก์หรือ QR บนป้ายชี้ไป และฉบับพิมพ์ที่เคาน์เตอร์หรือนิติบุคคล |
| ข้อความตัวอย่าง | “พื้นที่นี้มีการบันทึกภาพด้วยกล้องวงจรปิด เพื่อความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สิน ผู้รับผิดชอบ: [ชื่อบริษัทหรือนิติบุคคล] ติดต่อ: [โทรศัพท์ หรืออีเมล] รายละเอียดและสิทธิของท่าน: [QR]” | “เราบันทึกภาพ [ภาพนิ่ง/ภาพเคลื่อนไหว/เสียง ถ้ามี] ในบริเวณ [ระบุพื้นที่] เพื่อ [ระบุวัตถุประสงค์] โดยอาศัย [ระบุฐานทางกฎหมาย] เก็บภาพไว้ [__ วัน] ภาพอาจถูกเปิดเผยแก่ [ประเภทผู้รับ เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจตามกฎหมาย บริษัทประกัน ผู้ให้บริการระบบ] ท่านมีสิทธิตามกฎหมาย เช่น ขอเข้าถึงภาพของตนเอง ส่งคำขอที่ [ช่องทาง]” |
| ต้องตรงกับอะไร | กับวัตถุประสงค์ที่ตัดสินไว้ตามข้อ 2.3.1 | กับสิ่งที่ทำจริง ทั้งจำนวนวันเก็บ ผู้รับภาพ และช่องทางใช้สิทธิที่เปิดอยู่จริง |
| ความผิดพลาดที่พบบ่อย | ติดไว้ด้านในห้อง หรือเล็กจนอ่านไม่ได้ในระยะเดินผ่าน | QR เปิดไม่ได้ ข้อความเขียนกว้างกว่าที่ทำ หรือไม่เคยแก้เมื่อระบบเปลี่ยน |
ถ้าติดตั้งกล้องในอาคารที่มีทั้งพื้นที่ส่วนกลางและทางเข้าหลายจุด ควรใช้ป้ายแบบเดียวกันทุกจุด และให้ QR ทุกป้ายชี้ไปที่ประกาศฉบับเดียวกัน แก้ที่เดียวแล้วทุกป้ายถูกต้องตาม
เรื่องการเขียนประกาศความเป็นส่วนตัวให้คนอ่านจริง ดูต่อใน ประกาศความเป็นส่วนตัวที่คนอ่านจริง ส่วนหน้ารับคำขอใช้สิทธิของ AIPDPA มีลิงก์สาธารณะและ QR ที่เอาไปพิมพ์ลงป้ายชั้นแรกได้ ดูหน้าจอจริงที่ บัญชีตัวอย่าง
มีคนมาขอดูภาพ ต้องตรวจอะไรก่อนส่ง?
ต้องตรวจก่อนว่าผู้ขอเป็นใคร และขอในฐานะอะไร เพราะคำตอบต่างกัน คนที่อยู่ในภาพขอภาพของตัวเองเป็นการใช้สิทธิ ส่วนคนอื่นที่ขอภาพของใครก็ตาม เป็นการขอให้เปิดเผยข้อมูลของบุคคลอื่น ข้อ 2.3.3 ของแนวปฏิบัติบอกให้มีกระบวนการรับคำขอไว้ก่อนที่จะมีคำขอแรกเข้ามา
องค์กรควรกำหนดกระบวนการรับ พิจารณา และดำเนินการเกี่ยวกับคำขอของเจ้าของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลจากระบบ CCTV ให้สอดคล้องกับกฎหมายและบทบาทขององค์กร
กระบวนการควรพิจารณาอย่างน้อยถึง - ผู้มีอำนาจรับเรื่อง พิจารณา และอนุมัติ - วิธีการยืนยันตัวบุคคลของผู้ยื่นคำขอ - วิธีการค้นหาและระบุข้อมูลที่เกี่ยวข้อง - สิทธิและข้อมูลของบุคคลอื่นที่ปรากฏในภาพ - การปิดบังหรือจำกัดการเปิดเผยข้อมูลของบุคคลอื่นเมื่อจำเป็น - วิธีการส่งมอบข้อมูลอย่างมั่นคงปลอดภัย - การบันทึกหลักฐานการพิจารณาและดำเนินการ
เจ็ดหัวข้อนี้เรียงตามลำดับของงานจริง ใครรับเรื่อง ยืนยันตัวตน ค้นภาพ ดูคนอื่นในภาพ ปิดบังถ้าจำเป็น ส่งมอบอย่างปลอดภัย แล้วจดไว้ ตารางต่อไปจับคู่ผู้ขอแต่ละแบบเข้ากับสิ่งที่ต้องตรวจก่อน
| ผู้ขอ | ตรวจก่อนส่ง | ที่มาของสิ่งที่ตรวจ |
|---|---|---|
| คนที่อยู่ในภาพ ขอภาพของตัวเอง | ตัวตนตรงกับคนในภาพ · ช่วงเวลาและจุดกล้องที่ขอ · มีคนอื่นอยู่ในภาพหรือไม่ · จะปิดบังอย่างไร · ส่งมอบอย่างไร · ทำภายใน 30 วัน | PDPA มาตรา 30 · ประกาศ DSR ข้อ 7 และ 8 · แนวปฏิบัติ ข้อ 2.3.3 |
| ผู้รับมอบอำนาจของเจ้าของข้อมูล | หนังสือมอบอำนาจและเอกสารยืนยันตัวตนของทั้งสองฝ่าย ตามที่ประกาศ DSR กำหนด แล้วตรวจเหมือนกรณีข้างบน | ประกาศ DSR (หลักเกณฑ์การยื่นแทนและการยืนยันตัวตน) |
| ตำรวจหรือพนักงานสอบสวน | หนังสือขอ อำนาจตามกฎหมายที่อ้าง ช่วงเวลาและจุดที่ขอ ส่งเท่าที่ขอ ผู้อนุมัติของฝ่ายเรา และบันทึกการเปิดเผย | แนวปฏิบัติ ข้อ 2.3.3 · ดู ตำรวจขอข้อมูลลูกค้า |
| หน่วยงานรัฐอื่น | แนวคิดเดียวกับตำรวจ คือ อ้างอำนาจตามกฎหมายข้อใด ขอบเขตเท่าไร และมีหลักฐานผู้อนุมัติ | แนวปฏิบัติ ข้อ 2.3.3 |
| บริษัทประกัน หรือคู่สัญญา | ฐานตามสัญญาหรือกฎหมายที่อ้าง ขอบเขตข้อมูลที่จำเป็น และมีผู้อนุมัติ ไม่ใช่ส่งเพราะถูกขอเป็นประจำ | แนวปฏิบัติ ข้อ 2.3.3 |
| คนอื่นที่ไม่ได้อยู่ในภาพ เช่น เจ้าของรถที่ถูกชน ผู้เช่าห้องข้างเคียง | เป็นการขอให้เปิดเผยข้อมูลของบุคคลอื่น ต้องมีฐานรองรับก่อน ทางที่ปลอดภัยกว่าคือแนะนำให้แจ้งความ แล้วส่งภาพให้พนักงานสอบสวน | แนวปฏิบัติ ข้อ 2.3.3 (ข้อแนะนำให้แจ้งความเป็นความเห็นของผู้เขียน) |
| ฝ่ายบริหารหรือฝ่ายบุคคลขอภาพมาใช้เรื่องอื่น เช่น พิจารณาโทษพนักงาน | วัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ครอบคลุมหรือไม่ ถ้าไม่ครอบคลุม ต้องย้อนไปทบทวนตามข้อ 2.3.1 | แนวปฏิบัติ ข้อ 2.3.1 และ 2.3.2 |
| คำขอที่ไม่ระบุวัน เวลา จุดกล้อง หรือยืนยันตัวตนไม่ได้ | แจ้งให้แก้ไขเพิ่มเติมคำขอหรือส่งเอกสารเพิ่ม ไม่ใช่ตอบปฏิเสธทันที | ประกาศ DSR ข้อ 7 วรรคสอง |
แถวแรกเป็นแถวที่เจ้าของระบบเจอบ่อยที่สุด และมีกฎหมายกำกับชัดที่สุด ส่วนแถวถัดลงมาเป็นเรื่องที่แนวปฏิบัติพูดไว้ในระดับหลักการ ผู้อ่านจึงต้องเติมรายละเอียดตามกฎหมายเฉพาะที่ผู้ขอแต่ละรายอ้าง
คำขอของคนที่อยู่ในภาพ PDPA ให้ปฏิเสธได้เมื่อไร?
ปฏิเสธได้เฉพาะกรณีที่กฎหมายหรือคำสั่งศาลให้ปฏิเสธ หรือเมื่อการให้เข้าถึงจะกระทบสิทธิและเสรีภาพของคนอื่น ภาพจากกล้องแทบทุกชุดมีคนอื่นติดมาด้วย ข้อนี้จึงเกี่ยวกับกล้องมากกว่าข้อมูลประเภทอื่น
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องปฏิบัติตามคำขอตามวรรคหนึ่ง จะปฏิเสธคำขอได้เฉพาะในกรณีที่เป็นการปฏิเสธตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล และการเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลนั้นจะส่งผลกระทบที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น
ประกาศ สคส. ว่าด้วยการเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูล พ.ศ. 2569 (ไฟล์ในคลังระบุว่ามีผล 15 กันยายน 2569) เขียนรายละเอียดของกรณีนี้ไว้ในข้อ 8 ซึ่งบอกว่าไม่ต้องปฏิเสธทั้งคำขอ ให้ทำเท่าที่ทำได้โดยไม่กระทบคนอื่นเกินสมควร
ในกรณีตามวรรคหนึ่ง (2) ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จะสามารถกระทำได้โดยไม่ส่งผลกระทบที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นเกินสมควร โดยคำนึงถึงสิทธิและประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และสิทธิและประโยชน์ของผู้อื่นที่เกี่ยวข้องประกอบกัน โดยอาจลบหรือตัดทอนหรือทำโดยประการอื่นใดที่ไม่เป็นการเปิดเผยข้อมูลส่วนที่จะส่งผลกระทบต่อผู้อื่นนั้นเสีย
ในภาษากล้องวงจรปิด ข้อนี้รองรับวิธีที่ใช้กันอยู่ คือเบลอหรือปิดหน้าคนอื่นในคลิปก่อนส่ง หรือตัดช่วงที่ไม่เกี่ยวออก (ตัวบทใช้คำว่า ลบ ตัดทอน หรือทำโดยประการอื่น) ถ้าจะปฏิเสธจริง ๆ ต้องแจ้งผู้ขอพร้อมเหตุผล และบันทึกไว้ในรายการตามมาตรา 39
เรื่องตัวตน ประกาศ DSR ข้อ 7 วรรคสองให้ผู้ควบคุมแจ้งให้ผู้ขอแก้ไขหรือส่งเอกสารเพิ่มเมื่อยืนยันตัวผู้ขอไม่ได้ ไม่ต้องปฏิเสธทันที
ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตรวจสอบแล้วเห็นว่า รายละเอียดในคำขอหรือเอกสารหลักฐานประกอบคำขอไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน หรือไม่สามารถยืนยันได้ว่าผู้ยื่นคำขอเป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ใช้สิทธิหรือผู้รับมอบอำนาจ
สำหรับกล้อง ตัวตนยังมีอีกชั้นหนึ่งคือ ผู้ขอต้องเป็นคนในภาพจริง ตรวจเทียบได้โดยให้ผู้ขอระบุช่วงเวลา จุดที่เดินผ่าน และลักษณะการแต่งกาย แล้วค้นภาพตามนั้น ไม่ควรเปิดภาพทั้งวันให้ผู้ขอเลือกดูเอง เพราะจะเป็นการเปิดภาพของคนอื่นโดยปริยาย (ข้อเสนอของผู้เขียน)
เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีคำขอตามวรรคหนึ่งและเป็นกรณีที่ไม่อาจปฏิเสธคำขอได้ตามวรรคสอง ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลดำเนินการตามคำขอโดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ
ประกาศ DSR ข้อ 10 ยังมีเรื่องขยายเวลาอีกไม่เกิน 30 วันในกรณีข้อมูลปริมาณมากหรือมีเหตุจำเป็น พร้อมแจ้งเหตุผลต่อผู้ขอ ภาพกล้องที่ต้องค้นหลายจุดหลายวันอาจเข้าข่ายได้ แต่ต้องตัดสินเป็นรายกรณี รายละเอียดวิธีนับวันทั้งหมดอยู่ใน ลูกค้าขอดู ขอลบ ขอหยุดใช้ข้อมูล ตอบอย่างไรให้ทันกำหนด
ตั้งแต่รับคำขอถึงส่งภาพ ควรทำตามลำดับไหน?
ลำดับด้านล่างเรียบเรียงจากรายการเจ็ดข้อของข้อ 2.3.3 และขั้นตอนตามประกาศ DSR เติมด้วยข้อเสนอของผู้เขียนหนึ่งข้อที่สำคัญมาก คือต้องกันภาพไม่ให้ถูกเขียนทับตั้งแต่วันที่รับคำขอ
- วันที่รับคำขอลงทะเบียนคำขอ จดวันที่รับ ผู้ขอ และเรื่องที่ขอ แล้วสั่งระงับการลบชั่วคราวเฉพาะช่วงภาพที่ถูกขอ (ข้อเสนอของผู้เขียน เพราะรอบเก็บภาพอาจสั้นกว่าเวลาที่ใช้ตรวจ)ข้อ 2.3.3 (ผู้รับเรื่องและการบันทึก)
- ช่วงตรวจตัวตนและรายละเอียดคำขอตรวจตัวผู้ขอและความครบของคำขอ ถ้าไม่ครบให้แจ้งแก้ไขหรือส่งเอกสารเพิ่มประกาศ DSR ข้อ 7
- ช่วงค้นภาพค้นเฉพาะช่วงเวลาและจุดที่ผู้ขอระบุ จดว่าค้นภาพจากกล้องตัวไหน ช่วงใดข้อ 2.3.3 (การค้นหาและระบุข้อมูล)
- ช่วงตรวจภาพของคนอื่นดูว่ามีคนอื่นอยู่ในภาพหรือไม่ ปิดบังหรือตัดทอนส่วนที่กระทบ หรือปฏิเสธเฉพาะส่วนพร้อมเหตุผลPDPA มาตรา 30 วรรคสอง · ประกาศ DSR ข้อ 8
- ช่วงส่งมอบส่งทางช่องทางที่ปลอดภัย เช่น ลิงก์ที่มีรหัสผ่านและหมดอายุ หรือรับที่เคาน์เตอร์พร้อมแสดงบัตร ไม่ส่งภาพผ่านแชตทั่วไป (ตัวอย่างวิธีเป็นของผู้เขียน)ข้อ 2.3.3 (การส่งมอบอย่างมั่นคงปลอดภัย)
- ไม่เกิน 30 วันนับแต่วันรับคำขอปิดเรื่อง จดผลการพิจารณา ผู้อนุมัติ ภาพที่ส่ง ส่วนที่ปิดบัง และเลิกระงับการลบเมื่อไม่จำเป็นต้องเก็บแล้วPDPA มาตรา 30 วรรคสี่ · ข้อ 2.3.3 (การบันทึกหลักฐาน)
ข้อแรกของตารางเวลาเชื่อมกับเรื่องจำนวนวันเก็บภาพ ถ้าเครื่องเก็บได้ 14 วันและคำขอมาถึงวันที่ 13 ภาพที่ผู้ขอต้องการอาจหายก่อนใครทันค้น วิธีคิดจำนวนวันเก็บอ่านได้ใน เก็บภาพกล้องวงจรปิดกี่วัน ต้องใช้ดิสก์เท่าไร
ตำรวจหรือบริษัทประกันขอภาพ ต้องบันทึกอะไรไว้?
ต้องมีหลักฐานที่ตรวจย้อนหลังได้ว่าส่งเพราะอะไร ใครอนุมัติ ส่งอะไรไปบ้าง และส่งอย่างไร นี่คือข้อสุดท้ายของข้อ 2.3.3 และเป็นข้อที่ต่างจากคำขอของเจ้าของข้อมูลตรงที่ผู้ขอเป็นบุคคลภายนอก
การเปิดเผยข้อมูลแก่ตำรวจ หน่วยงานของรัฐ คู่สัญญา บริษัทประกัน หรือบุคคลภายนอกอื่น ควรได้รับการพิจารณาตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง และควรมีหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ถึงเหตุผลผู้อนุมัติ ขอบเขตข้อมูล และวิธีการเปิดเผยตามความเหมาะสม
ข้อความนี้ไม่บอกว่าต้องส่งหรือไม่ต้องส่ง มันบอกเพียงว่าให้พิจารณาตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องและจดไว้ ส่วนคำถามว่าหนังสือของตำรวจมีน้ำหนักแค่ไหน ฐานทางกฎหมายแบบใดรองรับ ดูต่อในบทความเรื่องตำรวจขอข้อมูลลูกค้า ซึ่งอ่านข้อหารือจริงของ สคส. ที่เกี่ยวข้อง
จะบันทึกลงรายการตามมาตรา 39 หรือบันทึกแยกเป็นทะเบียนการเปิดเผยภาพก็ได้ ขอให้ค้นย้อนหลังได้ ทะเบียนที่ดีมีอย่างน้อย วันที่ ผู้ขอและหน่วยงาน เรื่องที่อ้าง ช่วงภาพและกล้องที่ส่ง ผู้อนุมัติ วิธีส่ง และวันที่เลิกระงับการลบ (ตัวอย่างหัวคอลัมน์ของผู้เขียน)
ความผิดพลาดเรื่องป้ายและคำขอดูภาพที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง?
แนวปฏิบัติบอกว่าการมีป้ายไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการขอและได้รับความยินยอมโดยอัตโนมัติ และไม่ได้เปิดทางให้ใช้ภาพเพื่อวัตถุประสงค์อื่น
ข้อ 2.3.1 ไม่ให้ขยายการใช้งานเกินวัตถุประสงค์โดยไม่มีเหตุผลที่เหมาะสม และให้ทบทวนความชอบด้วยกฎหมายก่อนใช้งานใหม่
ป้ายต้องมีช่องทางให้ศึกษารายละเอียดเพิ่ม (ข้อ 2.3.2) และ PDPA มาตรา 23 ให้แจ้งรายละเอียดจริงของการเก็บข้อมูล
PDPA มาตรา 30 วรรคสอง และประกาศ DSR ข้อ 8 ให้ดำเนินการเท่าที่ทำได้โดยไม่กระทบผู้อื่นเกินสมควร ซึ่งรวมถึงการตัดทอนหรือปิดบังส่วนนั้น
แนวปฏิบัติให้ส่งมอบอย่างปลอดภัยและบันทึกการพิจารณาและดำเนินการ รวมถึงเหตุผลและผู้อนุมัติเมื่อเปิดเผยแก่บุคคลภายนอก
ครบทุกหัวข้อที่แนวปฏิบัติให้พิจารณา ตั้งแต่ผู้มีอำนาจรับเรื่องจนถึงการบันทึกหลักฐาน
เริ่มทำภายในหนึ่งสัปดาห์ควรทำอะไรบ้าง?
- เขียนวัตถุประสงค์ของกล้องแต่ละกลุ่มก่อน แล้วค่อยออกแบบป้าย ใช้ลำดับของข้อ 2.3.1
- เขียนป้ายชั้นแรกที่มีสี่อย่างตามข้อ 2.3.2 คือแจ้งว่ามีกล้อง วัตถุประสงค์หลัก ผู้รับผิดชอบ และช่องทางดูรายละเอียด
- ทำประกาศฉบับรายละเอียดให้ครบตามที่ป้ายชี้ไป โดยจำนวนวันเก็บภาพต้องตรงกับที่เครื่องทำจริง
- ตั้งชื่อผู้รับเรื่องและผู้อนุมัติ พร้อมคนสำรอง และทำแบบฟอร์มรับคำขอสั้น ๆ ที่ถามวัน เวลา จุดกล้อง และวิธียืนยันตัวตน
- ตกลงวิธีปิดบังหน้าคนอื่น (ใครทำ ใช้โปรแกรมอะไร) และวิธีส่งมอบที่ปลอดภัย
- ทำทะเบียนการรับคำขอและการเปิดเผยภาพ ให้ครอบคลุมทั้งคำขอของเจ้าของข้อมูลและคำขอจากตำรวจหรือบริษัทประกัน
- ซ้อมหนึ่งครั้งด้วยคำขอสมมติ จับเวลาตั้งแต่รับเรื่องถึงส่งภาพ แล้วดูว่าเกินกรอบ 30 วันหรือไม่ และภาพถูกเขียนทับก่อนค้นเจอหรือเปล่า
คำถามที่พบบ่อย
ติดป้ายกล้องวงจรปิดแล้ว ถือว่าได้รับความยินยอมจากคนที่เดินผ่านหรือไม่?
ไม่ ข้อ 2.3.2 ของแนวปฏิบัติ สกมช. ระบุว่าการมีป้ายไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการขอและได้รับความยินยอมโดยอัตโนมัติ ป้ายเป็นวิธีแจ้งตาม PDPA มาตรา 23 ส่วนฐานทางกฎหมายของการเก็บภาพต้องพิจารณาแยกต่างหาก
ป้ายกล้องวงจรปิดต้องเขียนอะไรบ้าง?
แนวปฏิบัติข้อ 2.3.2 เสนอข้อมูลเบื้องต้นสี่อย่าง คือ แจ้งว่ามีการใช้กล้อง วัตถุประสงค์หลัก ชื่อหรือข้อมูลระบุตัวผู้รับผิดชอบ และช่องทางศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ส่วนรายละเอียดอื่น เช่น ระยะเวลาเก็บ ผู้รับภาพ และสิทธิของเจ้าของข้อมูล ไปอยู่ในประกาศฉบับรายละเอียด
ลูกค้าขอดูภาพกล้องที่มีตัวเขาอยู่ ต้องให้ดูไหม?
เป็นการใช้สิทธิขอเข้าถึงตาม PDPA มาตรา 30 ต้องดำเนินการโดยไม่ชักช้า ไม่เกิน 30 วันนับแต่รับคำขอ ปฏิเสธได้เฉพาะตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล และเมื่อการให้ภาพกระทบสิทธิของคนอื่น แต่ประกาศ DSR ข้อ 8 ให้ทำเท่าที่ทำได้ เช่น ปิดบังหรือตัดทอนส่วนของคนอื่น
คนอื่นที่ไม่ได้อยู่ในภาพ ขอดูภาพเพราะรถถูกชนหรือของหาย ต้องให้ดูไหม?
ไม่ใช่การใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูล เป็นการขอให้เปิดเผยข้อมูลของบุคคลอื่น ซึ่งต้องมีฐานรองรับ แนวปฏิบัติข้อ 2.3.3 ให้พิจารณาตามกฎหมายและมีหลักฐานเหตุผลและผู้อนุมัติ ทางที่ปลอดภัยกว่าตามความเห็นของผู้เขียนคือแนะให้แจ้งความ แล้วส่งภาพให้พนักงานสอบสวน
แนวปฏิบัติ สกมช. เรื่องกล้องวงจรปิดมีผลบังคับตามกฎหมายไหม?
ไม่ เอกสารเขียนไว้เองว่าเป็นข้อเสนอแนะเบื้องต้น ไม่มีสภาพบังคับใช้ ใช้เป็นแนวทางประกอบได้ แต่หน้าที่แจ้งรายละเอียดและตอบคำขอของเจ้าของข้อมูลมาจาก PDPA และประกาศ สคส. ที่เกี่ยวข้อง
ต้องจดบันทึกเมื่อส่งภาพให้ตำรวจหรือไม่?
แนวปฏิบัติข้อ 2.3.3 ให้มีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ถึงเหตุผล ผู้อนุมัติ ขอบเขตข้อมูล และวิธีการเปิดเผยตามความเหมาะสม เป็นข้อเสนอแนะ แต่การจดไว้ช่วยให้ตอบได้ทั้งเมื่อเจ้าของภาพถามภายหลังและเมื่อถูกตรวจสอบ
ตัวบทและแหล่งอ้างอิง
- แนวปฏิบัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดสำหรับประเทศไทย (TCSG) ฉบับ 1.0.0 โดย สกมช. (แนวปฏิบัติ ไม่ใช่กฎหมาย) — ข้อ 2.3 · ข้อ 2.3.1 · ข้อ 2.3.2 · ข้อ 2.3.3
- พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 — มาตรา 23 · มาตรา 30
- ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้าถึงและการขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2569 — ข้อ 7 · ข้อ 8
ตัวบทที่ยกมาในกรอบ "ตัวบท" คัดคำต่อคำจากคลังกฎหมายของ AIPDPA ซึ่งถอดจากราชกิจจานุเบกษาและเอกสารของหน่วยงานรัฐ แล้วระบบตรวจทุกครั้งที่แก้บทความว่าตรงกับคลังทุกตัวอักษร · บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง

