วิศวกรไอทีชาวไทยยืนถือฮาร์ดดิสก์สำรองข้อมูลกลางทางเดินห้องเซิร์ฟเวอร์ที่มีไฟสถานะสีแดง
ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

โดนแรนซัมแวร์ กฎหมายสามฉบับสั่งให้ทำอะไร

ไฟล์ทั้งบริษัทถูกล็อก หน้าจอขึ้นข้อความเรียกเงิน คนแรกที่ต้องรู้คือใคร PDPA ให้แจ้ง สคส. พ.ร.บ.ไซเบอร์ฯ ให้บางองค์กรรายงานอีกทาง ส่วน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ถือว่าบริษัทเป็นผู้เสียหาย บทความนี้เรียงหน้าที่ทั้งสามฉบับ และบอกว่าข้อมูลสำรองช่วยได้แค่ไหน

เผยแพร่ อ่าน 14 นาทีโดย
สรุปสั้น

แรนซัมแวร์ในมุมกฎหมายไทย คือเหตุละเมิดความพร้อมใช้งานของข้อมูลส่วนบุคคลตามประกาศแจ้งเหตุ พ.ศ. 2565 ข้อ 4 (3) ซึ่งอาจต้องแจ้ง สคส. ภายใน 72 ชั่วโมง บทความนี้ช่วยฝ่ายไอทีและ DPO เรียงหน้าที่ตามกฎหมายสามฉบับ และดูว่าข้อมูลสำรองเปลี่ยนคำตอบได้แค่ไหน

  • ข้อมูลถูกเข้ารหัสจนใช้ไม่ได้ คือการละเมิดความพร้อมใช้งาน (Availability Breach) ตามประกาศ 2565 ข้อ 4 (3) แม้ไม่มีข้อมูลหลุดออกไป
  • คู่มือ สคส. ตัวอย่างที่ 4: แรนซัมแวร์และไม่มีข้อมูลสำรอง ต้องแจ้งทั้ง สคส. และเจ้าของข้อมูล
  • ระบบผู้ป่วยใช้ไม่ได้ 30 ชั่วโมง (ตัวอย่างที่ 8) ก็ต้องแจ้ง ข้อมูลสำรองช่วยลดความเสี่ยง แต่ไม่ได้ปลดหน้าที่ประเมิน
  • หน่วยงาน CII ต้องรายงาน สกมช. และหน่วยงานกำกับตาม พ.ร.บ.ไซเบอร์ฯ ม.57 แยกจากการแจ้ง สคส. ส่วนองค์กรอื่นขอความช่วยเหลือได้ตาม ม.58 วรรคสอง
  • ผู้โจมตีเข้าข่าย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ม.9 และ ม.10 บริษัทจึงควรเก็บหลักฐานก่อนล้างเครื่อง

แรนซัมแวร์ต่างจากข้อมูลรั่วแบบอื่นตรงที่ปัญหาแรกไม่ใช่ "ใครเห็นข้อมูลของเรา" แต่เป็น "เราเปิดข้อมูลของตัวเองไม่ได้" ระบบขาย ระบบบัญชี แฟ้มลูกค้า ถูกเข้ารหัสจนใช้งานไม่ได้ ทุกคนในห้องจะถามเรื่องเดียวกัน คือกู้ระบบให้เร็วที่สุด

แต่ระหว่างที่ทีมไอทีกู้ระบบ มีกฎหมายอย่างน้อยสามฉบับเกี่ยวข้อง และแต่ละฉบับจัดเหตุนี้ไว้คนละแบบ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ถือเป็นเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ถือเป็นภัยคุกคามทางไซเบอร์ ส่วน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ถือว่าบริษัทเป็นผู้เสียหายจากความผิดอาญา

ข้อมูลถูกล็อกแต่ไม่ได้หลุดออกไป ยังนับเป็นเหตุละเมิดไหม?

นับ ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 ข้อ 4 แยกเหตุละเมิดเป็นสามแบบ และแบบที่สามเขียนไว้สำหรับกรณีที่ข้อมูลเข้าถึงไม่ได้โดยตรง

(3) การละเมิดความพร้อมใช้งานของข้อมูลส่วนบุคคล (Availability Breach) ซึ่งทำให้ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้ หรือมีการทำลายข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานได้ตามปกติ
ตัวบท ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 · ข้อ 4 (3)

หลายองค์กรคิดว่าถ้าตรวจแล้วไม่พบร่องรอยการคัดลอกข้อมูลออกไป ก็ไม่ต้องแจ้งใคร แต่ตัวบทข้อนี้ไม่ได้ดูแค่ว่าข้อมูลหลุดหรือไม่ ลูกค้าหรือพนักงานที่ติดต่อบริษัทไม่ได้ ขอข้อมูลของตัวเองไม่ได้ หรือไม่ได้รับบริการ ก็คือผลกระทบที่ต้องประเมิน

ถ้าการสอบสวนพบภายหลังว่าผู้โจมตีคัดลอกข้อมูลออกไปด้วย เหตุเดียวกันจะเป็นการละเมิดความลับตามข้อ 4 (1) ซ้อนเข้ามา ประกาศข้อ 4 เขียนไว้เองว่าเหตุหนึ่งเหตุอาจเกี่ยวข้องกับการละเมิดหลายประเภท การประเมินจึงต้องเปิดไว้ทั้งสองทางจนกว่าจะรู้ข้อเท็จจริง

สคส. เคยประเมินเหตุแรนซัมแวร์ไว้อย่างไร?

คู่มือแนวทางการประเมินความเสี่ยงและแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล เวอร์ชัน 1.0 ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) มีตัวอย่างแรนซัมแวร์โดยตรงหนึ่งเรื่อง คือตัวอย่างที่ 4 และมีอีกสองเรื่องที่ช่วยให้เห็นเส้นแบ่งเรื่องความพร้อมใช้งาน คู่มือนี้เป็นแนวทาง ไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นความเห็นที่สำนักงานเขียนไว้เอง

ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลถูกภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดยถูกโจมตีจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) ข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมดของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลถูกเข้ารหัสโดยผู้โจมตี (hacker) และไม่มีข้อมูลสำรอง จึงไม่สามารถที่จะเข้าถึงและใช้งานข้อมูลดังกล่าวได้
ตัวบท คู่มือแนวทางการประเมินความเสี่ยงและแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล เวอร์ชัน 1.0 (สคส. 15 ธันวาคม 2565) — แนวทาง ไม่ใช่กฎหมาย · ตัวอย่างที่ 4 · ตัวอย่าง
เนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวอยู่ในสภาพที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ และการถูกโจมตีจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ทำให้ข้อมูลดังกล่าวไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน และไม่มีข้อมูลสำรอง นอกจากนี้ ยังอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงตัวเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล จึงต้องแจ้งเหตุ
ตัวบท คู่มือแนวทางการประเมินความเสี่ยงและแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล เวอร์ชัน 1.0 (สคส. 15 ธันวาคม 2565) — แนวทาง ไม่ใช่กฎหมาย · ตัวอย่างที่ 4 · เหตุผลผลของตัวอย่างนี้: ต้องแจ้งทั้งสำนักงานและเจ้าของข้อมูล
ตัวอย่างที่ 3 · ไฟดับใน call center ระบบใช้ไม่ได้ชั่วคราวไม่ต้องแจ้ง สคส. · ไม่ต้องแจ้งเจ้าของข้อมูล

ข้อมูลใช้ไม่ได้เพราะปัญหาเทคนิค เมื่อไฟกลับมาข้อมูลก็ใช้ได้ตามเดิม สคส. จึงไม่ถือว่ามีความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพ

ตัวอย่างที่ 4 · แรนซัมแวร์ เข้ารหัสข้อมูลทั้งหมด ไม่มีข้อมูลสำรองแจ้ง สคส. · แจ้งเจ้าของข้อมูล

ข้อมูลระบุตัวคนได้ ใช้งานไม่ได้ และไม่มีสำรอง เสียหายทั้งต่อธุรกิจและเจ้าของข้อมูล

ตัวอย่างที่ 8 · โรงพยาบาลถูกโจมตี ประวัติผู้ป่วยเข้าไม่ได้ 30 ชั่วโมงแจ้ง สคส. · แจ้งเจ้าของข้อมูล

เป็นข้อมูลสุขภาพซึ่งอ่อนไหว ระบุตัวคนได้ แม้ระบบกลับมาใช้ได้ภายหลัง

เทียบสามเรื่องนี้แล้วจะเห็นเส้นแบ่งชัดขึ้น ตัวอย่างที่ 3 ไม่ต้องแจ้ง เพราะต้นเหตุเป็นไฟดับธรรมดาและข้อมูลกลับมาเอง ส่วนตัวอย่างที่ 8 ระบบก็กลับมาได้เช่นกัน แต่ต้นเหตุคือการโจมตี และข้อมูลเป็นข้อมูลสุขภาพ สคส. จึงให้แจ้ง

โรงพยาบาลแห่งหนึ่งถูกภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดยการโจมตีระบบจาก hacker ทำให้ประวัติของผู้ป่วยไม่สามารถเข้าถึงได้เป็นเวลา 30 ชั่วโมง
ตัวบท คู่มือแนวทางการประเมินความเสี่ยงและแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล เวอร์ชัน 1.0 (สคส. 15 ธันวาคม 2565) — แนวทาง ไม่ใช่กฎหมาย · ตัวอย่างที่ 8 · ตัวอย่าง

มีข้อมูลสำรองแล้ว ไม่ต้องแจ้ง สคส. ใช่ไหม?

คู่มือไม่ได้ตอบตรง ๆ ตัวอย่างที่ 4 ใช้คำว่า "ไม่มีข้อมูลสำรอง" เป็นเหตุผลหนึ่งที่ต้องแจ้ง แต่ไม่มีตัวอย่างไหนบอกว่ามีสำรองแล้วไม่ต้องแจ้ง และตัวอย่างที่ 8 ก็แสดงว่าระบบที่กลับมาได้ภายหลังยังต้องแจ้งได้ ถ้าข้อมูลอ่อนไหวและต้นเหตุคือการโจมตี

ข้อสรุปที่ตัวบทรองรับได้จึงแคบกว่าที่หลายคนหวัง ข้อมูลสำรองที่กู้คืนได้เร็วช่วยลดความรุนแรงตามปัจจัยในประกาศฯ ข้อ 12 แต่ไม่ได้ปลดหน้าที่ประเมิน ถ้าจะไม่แจ้ง ผู้ควบคุมข้อมูลยังต้องพิสูจน์ได้ว่าไม่มีความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล

ข้อมูลสำรองกับการประเมินความเสี่ยง (ความเห็นของทีม AIPDPA ไม่ใช่คำวินิจฉัยของ สคส.)
สถานการณ์สมมติทิศทางการประเมินเหตุผล
ไม่มีสำรอง ข้อมูลลูกค้าหายถาวรแจ้ง สคส. และเจ้าของข้อมูลตรงกับตัวอย่างที่ 4
มีสำรอง แต่กู้ไม่ได้เพราะสำรองถูกเข้ารหัสไปด้วยเท่ากับไม่มีสำรองข้อมูลยังไม่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน
กู้จากสำรองได้ในไม่กี่ชั่วโมง ข้อมูลทั่วไป ไม่พบการคัดลอกออกประเมินตามข้อ 12 อาจเข้าข้อยกเว้นได้ถ้าพิสูจน์ได้ใกล้ตัวอย่างที่ 3 ในแง่ผลกระทบ แต่ต้นเหตุเป็นการโจมตี
กู้ได้ แต่เป็นข้อมูลสุขภาพหรือข้อมูลอ่อนไหวแจ้ง สคส. และเจ้าของข้อมูลตรงกับตัวอย่างที่ 8
กู้ได้ แต่พบว่าผู้โจมตีคัดลอกข้อมูลออกไปแจ้ง สคส. และพิจารณาแจ้งเจ้าของข้อมูลมีการละเมิดความลับซ้อน (ข้อ 4 (1))

ส่วนหน้าที่ต้องมีข้อมูลสำรองตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ประกาศมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยฯ ปี 2565 ไม่ได้ใช้คำว่า "สำรองข้อมูล" ตรง ๆ แต่กำหนดให้มาตรการต้องรักษาสภาพพร้อมใช้งานของข้อมูลไว้ได้ตามระดับความเสี่ยง ระบบที่ล่มแล้วไม่มีทางกู้ จึงยากจะอธิบายว่ามาตรการเหมาะสม

มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยดังกล่าว จะต้องคำนึงถึงความสามารถในการธำรงไว้ซึ่งความลับ (confidentiality) ความถูกต้องครบถ้วน (integrity) และสภาพพร้อมใช้งาน (availability) ของข้อมูลส่วนบุคคลไว้ได้อย่างเหมาะสมตามระดับความเสี่ยง
ตัวบท ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 · ข้อ 4 (4)

กฎหมายแต่ละฉบับสั่งให้ทำอะไร และทำอะไรก่อนหลัง?

สามฉบับนี้ไม่ได้ขัดกัน แต่เรียกคนละกลุ่มให้ทำคนละอย่าง PDPA ใช้กับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทุกราย พ.ร.บ.ไซเบอร์ฯ ให้หน้าที่รายงานกับหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (CII) ส่วน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กำหนดความผิดของผู้โจมตี

หน้าที่ตามกฎหมายสามฉบับเมื่อโดนแรนซัมแวร์
กฎหมายใช้กับใครต้องทำอะไรกำหนดเวลาในตัวบท
PDPA ม.37 (4) + ประกาศแจ้งเหตุ 2565ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทุกรายแจ้ง สคส. ถ้ามีความเสี่ยง และแจ้งเจ้าของข้อมูลถ้าเสี่ยงสูง72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ
ประกาศแจ้งเหตุ 2565 ข้อ 8ผู้ประมวลผลข้อมูลที่ถูกโจมตีแจ้งผู้ควบคุมข้อมูล ตามที่ต้องเขียนไว้ในสัญญา72 ชั่วโมงนับแต่ผู้ประมวลผลทราบเหตุ
พ.ร.บ.ไซเบอร์ฯ ม.57หน่วยงาน CIIรายงาน สกมช. และหน่วยงานควบคุมหรือกำกับดูแล แล้วรับมือตามส่วนที่ 4ไม่ได้ระบุเป็นชั่วโมงในตัว พ.ร.บ.
พ.ร.บ.ไซเบอร์ฯ ม.58หน่วยงานของรัฐและหน่วยงาน CIIตรวจสอบ รับมือตามประมวลแนวทางปฏิบัติ และแจ้ง สกมช. กับหน่วยงานกำกับ"โดยเร็ว"
พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ม.9 · ม.10ผู้โจมตีเป็นความผิดอาญา บริษัทอยู่ในฐานะผู้เสียหายไม่มีกำหนดเวลาให้บริษัท
แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่สำนักงานโดยไม่ชักช้าภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุเท่าที่จะสามารถกระทำได้ เว้นแต่การละเมิดดังกล่าวไม่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
ตัวบท พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 · มาตรา 37 (4)

การแจ้ง สคส. ครบแล้วไม่ได้แปลว่าจบ ประกาศแจ้งเหตุปี 2565 เขียนไว้ชัดว่าหน้าที่ตามกฎหมายอื่นยังอยู่ องค์กรที่เป็น CII หรืออยู่ใต้หน่วยงานกำกับเฉพาะ ต้องเช็กช่องทางรายงานของตัวเองแยกต่างหาก

การแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่สำนักงานไม่เป็นเหตุยกเว้นหน้าที่หรือความรับผิดของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับกิจการนั้นหรือกฎหมายอื่น
ตัวบท ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 · ข้อ 7 วรรคสาม

ถ้าเป็นหน่วยงาน CII

เมื่อมีเหตุภัยคุกคามทางไซเบอร์เกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบของหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ ให้หน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ รายงานต่อสำนักงานและหน่วยงานควบคุมหรือกำกับดูแล และปฏิบัติการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ตามที่กำหนดในส่วนที่ 4
ตัวบท พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 · มาตรา 57"สำนักงาน" ในกฎหมายนี้คือสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ไม่ใช่ สคส.

มาตรา 57 ไม่ได้กำหนดจำนวนชั่วโมงไว้ในตัว พ.ร.บ. และเปิดให้คณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กกม.) กำหนดหลักเกณฑ์การรายงานเพิ่มได้ องค์กรที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็น CII หรือไม่ ดูเกณฑ์ได้ในบทความเรื่อง CII

ถ้าไม่ใช่ CII และไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ

บริษัทเอกชนทั่วไปไม่มีหน้าที่รายงานตามมาตรา 57 หรือ 58 วรรคหนึ่ง แต่มาตรา 58 วรรคสองเปิดช่องให้ขอความช่วยเหลือจาก สกมช. ได้ ข้อนี้มีประโยชน์กับ SME ที่ไม่มีทีมรับมือเหตุของตัวเอง

ในกรณีที่หน่วยงานหรือบุคคลใดพบอุปสรรคหรือปัญหาในการป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ของตน หน่วยงานหรือบุคคลนั้นอาจร้องขอความช่วยเหลือไปยังสำนักงาน
ตัวบท พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 · มาตรา 58 วรรคสอง

ระบบของผู้ให้บริการโดนแรนซัมแวร์ ใครต้องแจ้งใคร?

แรนซัมแวร์ไม่จำเป็นต้องเกิดในเครื่องของบริษัทเอง อาจเกิดที่ผู้ให้บริการระบบเงินเดือน ระบบ ERP หรือเว็บโฮสติ้งที่ประมวลผลข้อมูลแทนเรา ในกรณีนี้บริษัทยังเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล และยังเป็นคนที่ต้องแจ้ง สคส.

ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องระบุไว้ในข้อตกลงหรือในสัญญาที่เกี่ยวข้องให้ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ชักช้าภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงนับแต่ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลทราบเหตุเท่าที่จะสามารถกระทำได้เช่นกัน
ตัวบท ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 · ข้อ 8

ปัญหาที่พบบ่อยคือสัญญากับผู้ให้บริการไม่มีข้อนี้ หรือมีแต่ไม่ระบุว่าแจ้งใคร ทางไหน ถ้าผู้ให้บริการแจ้งช้า บริษัทก็รู้ช้าและแก้ช้าตามไปด้วย ทั้งยังต้องอธิบายให้ได้ว่าตัวเองทราบเหตุเมื่อไร เพราะเส้นตาย 72 ชั่วโมงตาม PDPA นับจากจุดนั้น ตรวจสัญญาเรื่องนี้ได้จากคู่มือสัญญาผู้ประมวลผล

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เกี่ยวกับบริษัทที่เป็นเหยื่ออย่างไร?

พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ไม่ได้สั่งให้เหยื่อแจ้งใคร แต่การเข้ารหัสข้อมูลของคนอื่นและทำให้ระบบใช้งานไม่ได้ เข้าข่ายความผิดในมาตรา 9 และมาตรา 10 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ตัวบท พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560) · มาตรา 9
ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ตัวบท พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560) · มาตรา 10

ผลในทางปฏิบัติคือ ถ้าบริษัทอยากดำเนินคดีหรือเรียกร้องค่าเสียหายภายหลัง ต้องมีหลักฐานว่าเกิดอะไรขึ้น เครื่องที่ถูกล้างและติดตั้งใหม่ทันทีอาจลบร่องรอยที่ใช้พิสูจน์ได้ ขั้นตอนทางคดีอาญาอยู่ในกฎหมายอื่นที่ไม่อยู่ในคลังของเรา บทความนี้จึงไม่ลงรายละเอียดเรื่องการร้องทุกข์

เห็นหน้าจอเรียกค่าไถ่แล้ว ต้องทำอะไรก่อนหลัง

ลำดับด้านล่างเป็นการเรียงของทีม AIPDPA โดยผูกแต่ละขั้นกับตัวบทที่เกี่ยวข้อง ช่วงเวลาเป็นเป้าหมายในทางปฏิบัติ ไม่ใช่กำหนดเวลาที่กฎหมายเขียนไว้ ยกเว้นเส้นตาย 72 ชั่วโมงของ PDPA

  1. แยกเครื่องและระบบที่ติดออกจากเครือข่าย ตัดการเชื่อมต่อกับที่เก็บข้อมูลสำรอง เพื่อไม่ให้ข้อมูลสำรองถูกเข้ารหัสไปด้วย (ประกาศแจ้งเหตุ 2565 ข้อ 5 (2))
  2. จดเวลาที่ทราบเหตุไว้ทันที เพราะเส้นตาย 72 ชั่วโมงตาม PDPA ม.37 (4) นับจากจุดนี้
  3. เก็บหลักฐานก่อนล้างเครื่อง เช่น ภาพหน้าจอเรียกค่าไถ่ log ของระบบ และสำเนาดิสก์ ถ้าเป็นผู้ให้บริการตาม พ.ร.บ.คอมฯ ม.26 ห้ามลบข้อมูลจราจรที่ต้องเก็บ
  4. ประเมินว่าเป็นการละเมิดความพร้อมใช้งานอย่างเดียว หรือมีการคัดลอกข้อมูลออกไปด้วย และมีข้อมูลอ่อนไหวหรือไม่
  5. ถ้าเป็น CII รายงาน สกมช. และหน่วยงานกำกับตาม พ.ร.บ.ไซเบอร์ฯ ม.57 ถ้าไม่ใช่และต้องการความช่วยเหลือ ขอได้ตาม ม.58 วรรคสอง
  6. แจ้ง สคส. ภายใน 72 ชั่วโมงถ้ามีความเสี่ยง และแจ้งเจ้าของข้อมูลถ้าเสี่ยงสูง
  7. กู้ระบบจากข้อมูลสำรองที่ตรวจแล้วว่าสะอาด แล้วทบทวนมาตรการตามประกาศแจ้งเหตุ 2565 ข้อ 5 (5)

ใน AIPDPA ทะเบียนเหตุละเมิด จะนับ 72 ชั่วโมงจากเวลาที่กรอกว่าทราบเหตุ เทียบเหตุกับตัวอย่างที่ 3, 4 และ 8 ของ สคส. ให้เห็นว่าใกล้กรณีไหน และออกหนังสือแจ้ง สคส. กับจดหมายถึงเจ้าของข้อมูล โดยมีคนในองค์กรกดยืนยันทุกการตัดสิน

ข้อมูลสำรองที่ดีที่สุดคือข้อมูลสำรองที่ผู้โจมตีแตะไม่ถึง และเคยทดลองกู้จริงมาแล้ว กฎหมายไม่ได้ระบุรูปแบบไว้ แต่ประกาศมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยฯ ให้ดูมาตรฐานที่ยอมรับในธุรกิจประเภทเดียวกัน ถ้าต้องการรายการควบคุมที่ตอบทั้ง สคส. และ สกมช. ในชุดเดียว ดูเช็กลิสต์ความปลอดภัย

คำถามที่พบบ่อย

โดนแรนซัมแวร์แต่ไม่มีข้อมูลหลุดออกไป ต้องแจ้ง สคส. ไหม

อาจต้องแจ้ง เพราะข้อมูลที่ใช้งานไม่ได้เป็นการละเมิดความพร้อมใช้งานตามประกาศแจ้งเหตุ 2565 ข้อ 4 (3) คู่มือ สคส. ตัวอย่างที่ 4 (ไม่มีข้อมูลสำรอง) ให้แจ้งทั้งสำนักงานและเจ้าของข้อมูล ถ้าจะไม่แจ้งต้องพิสูจน์ได้ว่าไม่มีความเสี่ยง

กู้ระบบจากข้อมูลสำรองได้ภายในวันเดียว ยังต้องแจ้งไหม

ต้องประเมินตามปัจจัยในประกาศ 2565 ข้อ 12 คู่มือ สคส. ไม่มีตัวอย่างที่บอกว่ามีสำรองแล้วไม่ต้องแจ้ง และตัวอย่างที่ 8 (ระบบผู้ป่วยใช้ไม่ได้ 30 ชั่วโมง) ยังให้แจ้ง เพราะเป็นข้อมูลอ่อนไหวและต้นเหตุคือการโจมตี

บริษัทเอกชนทั่วไปต้องรายงาน สกมช. ด้วยไหม

หน้าที่รายงานตาม พ.ร.บ.ไซเบอร์ฯ มาตรา 57 ใช้กับหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ และมาตรา 58 วรรคหนึ่งใช้กับหน่วยงานของรัฐและ CII บริษัทที่ไม่อยู่ในกลุ่มนี้ไม่มีหน้าที่ตามสองมาตรานี้ แต่ขอความช่วยเหลือจาก สกมช. ได้ตามมาตรา 58 วรรคสอง

ผู้ให้บริการคลาวด์หรือระบบเงินเดือนของเราโดนแรนซัมแวร์ ใครต้องแจ้ง สคส.

บริษัทในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้แจ้ง สคส. ส่วนผู้ให้บริการต้องแจ้งบริษัทภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ ตามที่ประกาศแจ้งเหตุ 2565 ข้อ 8 กำหนดให้เขียนไว้ในสัญญา

จ่ายค่าไถ่ผิดกฎหมายไหม

กฎหมายสามฉบับในคลังของ AIPDPA ไม่มีบทบัญญัติเรื่องนี้ บทความนี้จึงไม่ให้ความเห็น ควรปรึกษาทนายความและหน่วยงานกำกับ ที่แน่นอนคือหน้าที่แจ้งเหตุตาม PDPA มาตรา 37 (4) ยังอยู่ไม่ว่าจะจ่ายหรือไม่

ตัวบทและแหล่งอ้างอิง

  1. พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 — มาตรา 37 (4)
  2. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 — ข้อ 4 (3) · ข้อ 7 วรรคสาม · ข้อ 8
  3. คู่มือแนวทางการประเมินความเสี่ยงและแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล เวอร์ชัน 1.0 (สคส. 15 ธันวาคม 2565) — แนวทาง ไม่ใช่กฎหมาย — ตัวอย่างที่ 3 · ตัวอย่างที่ 4 · ตัวอย่างที่ 8
  4. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 — ข้อ 4 (4)
  5. พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 — มาตรา 3 · มาตรา 57 · มาตรา 58
  6. พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560) — มาตรา 9 · มาตรา 10 · มาตรา 26

ตัวบทที่ยกมาในกรอบ "ตัวบท" คัดคำต่อคำจากคลังกฎหมายของ AIPDPA ซึ่งถอดจากราชกิจจานุเบกษาและเอกสารของหน่วยงานรัฐ แล้วระบบตรวจทุกครั้งที่แก้บทความว่าตรงกับคลังทุกตัวอักษร · บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง

ลงมือในระบบได้ที่

ภูวรา ครอบตะคุ

ใครรับผิดชอบเนื้อหานี้?

เรียบเรียงโดยทีมกฎหมาย AIPDPA · ผู้รับผิดชอบเนื้อหา ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ · เนติบัณฑิตไทย · ที่ปรึกษากฎหมายเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญา

ใบอนุญาตทนายความ 477/2558 · เนติบัณฑิตไทย · นิติศาสตรมหาบัณฑิต กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ (เหรียญทอง)

อ่านต่อ

ข้อมูลรั่ว ต้องทำอะไรบ้างใน 72 ชั่วโมงแรกข้อมูลรั่วต้องทำอะไรใน 72 ชั่วโมงแรก ตาม PDPA ม.37(4) ประกาศแจ้งเหตุ 2565 ช่องทางอีเมลของ สคส. ปี 2568 พ.ร.บ.คอมฯ ม.26 และ พ.ร.บ.ไซเบอร์ฯ ม.57 พร้อมตารางเทียบส่งอีเมลหรือไฟล์ผิดคน ต้องแจ้ง สคส. ไหมอีเมลหรือไฟล์ส่งผิดคนเป็นเหตุละเมิดตามประกาศ 2565 ข้อ 4 (1) ดูตัวอย่างที่ 5, 9, 10 ของ สคส. ปัจจัยข้อ 12 และสิ่งที่ต้องทำใน 72 ชั่วโมงบริษัทเราเป็น CII ไหม และหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ไซเบอร์ใครเป็นหน่วยงาน CII ตาม พ.ร.บ.ไซเบอร์ 2562 มาตรา 49 หน้าที่แจ้งรายชื่อใน 30 วัน ตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงปีละครั้ง รายงานเหตุ และสิ่งที่ผู้รับจ้างต้องเตรียมเช็กลิสต์ความปลอดภัยฉบับเดียว ตอบทั้ง สคส. และ สกมช.เทียบประกาศมาตรการความปลอดภัย สคส. 2565 กับมาตรฐานขั้นต่ำและการจัดระดับ สกมช. 2566 จุดที่ตรงกัน จุดที่ต่าง และเช็กลิสต์รวมแยกระดับต่ำ กลาง สูงแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลภายใน 72 ชั่วโมง ต้องทำอย่างไรข้อมูลรั่วต้องแจ้ง สคส. ภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุตามมาตรา 37 (4) ดูขั้นตอน สิ่งที่ต้องแจ้ง ช่องทางอีเมล และวิธีรับมือเมื่อแจ้งช้าหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (CII) มีหน้าที่อะไรตาม พ.ร.บ.ไซเบอร์หน่วยงาน CII ต้องมีประมวลแนวทางปฏิบัติ ตรวจประเมินความเสี่ยงไซเบอร์อย่างน้อยปีละครั้ง มีแผนรับมือภัยคุกคาม และแจ้งชื่อผู้ประสานงานเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ (log) กี่วันตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และเก็บอย่างไรผู้ให้บริการต้องเก็บ log ไม่น้อยกว่า 90 วัน ถูกสั่งขยายได้ถึง 2 ปี ไม่ทำโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท สรุปมาตรา 26 และขั้นตอนเก็บ log ให้พร้อมตรวจ