แผนผังอาคารที่พิมพ์ไว้บนโต๊ะไม้ มีกล้องขนาดเล็กวางบนแผนผังและปากกาวางอยู่ข้างกัน ถ่ายมุมมองจากด้านบน
ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

กล้องวงจรปิดของคุณอยู่ระดับ B, E หรือ H? วิธีจัดระดับ

แนวปฏิบัติ สกมช. ให้เจ้าของระบบประเมินเองจากผลกระทบ 4 มิติ ไม่ได้ดูจากขนาดร้านหรือชนิดสถานที่ ตัวอย่างสมมติของร้านกาแฟ โรงงาน และคอนโด พร้อมคำเตือนว่าระดับนี้ไม่ใช่การจัดชั้น CII

เผยแพร่ อ่าน 15 นาทีโดย
สรุปสั้น

ระดับ B, E และ H คือสามระดับความเข้มของมาตรการที่แนวปฏิบัติ สกมช. ให้เจ้าของระบบกล้องวงจรปิดเลือกเอง โดยประเมินผลกระทบ 4 มิติตามข้อ 2.1 ไม่ดูจากขนาดหรือชนิดสถานที่ บทความนี้พาจัดระดับทีละขั้น พร้อมตัวอย่างสมมติ และชี้ว่าระดับนี้ไม่ใช่การจัดชั้น CII หรือหน้าที่ตามกฎหมาย

  • ข้อ 2.1 ของแนวปฏิบัติ สกมช. ให้เจ้าของระบบเป็นผู้ประเมินและกำหนดระดับ B/E/H เอง ผู้ติดตั้งมีหน้าที่ช่วยข้อมูลเทคนิค
  • ประเมิน 4 มิติ คือความสำคัญต่อภารกิจ ผลกระทบด้านข้อมูล การเชื่อมต่อ และผลกระทบเมื่อระบบถูกโจมตีหรือหยุดทำงาน
  • มีมิติใดปานกลางให้พิจารณา E มีมิติสำคัญสูงให้พิจารณา H และไม่ให้เอาค่าเฉลี่ยมาลบผลกระทบระดับสูง
  • ชนิดสถานที่ จำนวนกล้อง และขนาดองค์กร ใช้เป็นข้อมูลประกอบได้ แต่ไม่ใช่เกณฑ์ตัดสินระดับ
  • ระดับ B/E/H ไม่ใช่การจัดชั้นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (CII) และไม่ลดหน้าที่ตามกฎหมายที่ใช้กับองค์กรอยู่แล้ว

เจ้าของร้านจำนวนมากที่เปิดแนวปฏิบัติกล้องวงจรปิดของ สกมช. จะเจอตัวอักษรสามตัวตั้งแต่ต้นเล่ม คือ B, E และ H แล้วสงสัยทันทีว่าระบบของตัวเองอยู่ระดับไหน และถ้าอยู่ระดับสูงแปลว่าเข้าข่ายอะไรหรือเปล่า

คำตอบสั้นคือ ระดับนี้เจ้าของระบบเป็นคนประเมินเอง ตามขั้นตอนในข้อ 2.1 ของเล่มทั่วไป และผลที่ได้ใช้บอกว่าควรเลือกมาตรการเข้มแค่ไหน ไม่ได้บอกว่าองค์กรเป็นอะไรตามกฎหมาย บทความนี้ไล่ข้อ 2.1 ทีละท่อน ตั้งแต่เหตุผล ระดับ ปัจจัย ไปจนถึงแบบประเมินตนเอง แล้วลองจัดระดับให้ร้านกาแฟ โรงงาน และคอนโดที่สมมติขึ้น

ภาพรวมของแนวปฏิบัติสองเล่มและวิธีเลือกอ่านอยู่ใน บทความแผนที่แนวปฏิบัติ สกมช. ถ้ายังไม่เคยเปิดเอกสารเลย อ่านบทความนั้นก่อนแล้วค่อยมาที่นี่ก็ได้

ทำไมแนวปฏิบัติต้องแบ่งระบบกล้องเป็นสามระดับ?

เพราะระบบกล้องแต่ละที่ต่างกันมากทั้งวัตถุประสงค์ ข้อมูล การเชื่อมต่อ และความเสียหายที่อาจเกิด ข้อ 2.1.1 บอกว่าการใช้มาตรการเท่ากันทุกระบบไม่เหมาะ เพราะถ้าเข้มเกินไปก็เพิ่มต้นทุนและอาจกระทบการใช้งาน ถ้าไม่พอก็ป้องกันและรับมือภัยคุกคามไม่ได้

ข้อ 2.1.2 จึงแบ่งเป็นสามระดับ และบอกลักษณะของระบบในแต่ละระดับ ตารางข้างล่างเรียบเรียงเป็นถ้อยคำของเรา

สามระดับตามข้อ 2.1.2 ของเล่มทั่วไป
ระดับลักษณะของระบบและผลกระทบ
พื้นฐาน (Baseline: B)ผลกระทบโดยรวมจำกัด ระบบไม่ได้มีบทบาทสำคัญระดับสูงต่อภารกิจหรือความปลอดภัย และถ้าหยุดชะงักก็จัดการได้โดยไม่เกิดผลกระทบมีนัยสำคัญ
เพิ่มเติม (Enhanced: E)การรั่วไหล การถูกแก้ไข หรือการหยุดชะงักอาจกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อบุคคล การดำเนินงาน ทรัพย์สิน ชื่อเสียง หรือภารกิจขององค์กร
ความเชื่อมั่นสูง (High-Assurance: H)ความผิดพลาด การถูกโจมตี การรั่วไหล หรือการหยุดชะงักอาจกระทบสูงต่อความปลอดภัยของบุคคล ภารกิจสำคัญ บริการสำคัญ หรือระบบอื่นที่เชื่อมต่ออยู่

ระดับสูงไม่ได้แปลว่าต้องซื้อของแพงเสมอไป เอกสารเขียนไว้ชัดในท้ายข้อ 2.1.2

ระดับที่สูงขึ้นควรครอบคลุมหลักการของระดับก่อนหน้าและเพิ่มความเข้มงวดตามความเสี่ยง โดยไม่จำเป็นต้องหมายถึงการใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนหรือมีต้นทุนสูงกว่าเสมอไป
ตัวบท แนวปฏิบัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดสำหรับประเทศไทย (TCSG) ฉบับ 1.0.0 — สกมช. (แนวปฏิบัติ ไม่ใช่กฎหมาย) · ข้อ 2.1.2 (ต่อจากตาราง)

ตัวอย่างที่เห็นภาพ ระดับ E ต่างจาก B ตรงที่มาตรการบางข้อเลื่อนจาก “ควรพิจารณา” เป็น “พึงปฏิบัติ” เช่น การใช้ MFA กับบัญชีสิทธิสูงและการเข้าถึงจากระยะไกล ซึ่งข้อ 3.1 ของเล่มทั่วไปให้ B ควรพิจารณา และให้ E กับ H พึงปฏิบัติ การเลื่อนระดับจึงมักหมายถึงทำให้เป็นระบบและเก็บหลักฐานมากขึ้น ไม่ได้หมายถึงเปลี่ยนกล้อง

ระดับของระบบตัดสินจากปัจจัยอะไร?

ตัดสินจากผลกระทบและบริบทของระบบทั้งชุด ตามอย่างน้อย 4 มิติในข้อ 2.1.3 ไม่ใช่จากปัจจัยเดียว

การกำหนดระดับความสำคัญไม่ควรพิจารณาจากปัจจัยเดียว เช่น ประเภทสถานที่ จำนวนกล้องขนาดองค์กร หรือเทคโนโลยี แต่ควรพิจารณาจากผลกระทบและบริบทของระบบโดยรวม อย่างน้อย 4 มิติดังนี้
ตัวบท แนวปฏิบัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดสำหรับประเทศไทย (TCSG) ฉบับ 1.0.0 — สกมช. (แนวปฏิบัติ ไม่ใช่กฎหมาย) · ข้อ 2.1.3
สี่มิติที่ใช้พิจารณา (ข้อ 2.1.3) กับคำถามที่ควรถามตัวเอง
มิติประเด็นที่เอกสารให้พิจารณาคำถามที่ใช้ได้จริง
1. ความสำคัญของระบบหรือภารกิจบทบาทของ CCTV ต่อความปลอดภัยของบุคคล ทรัพย์สิน สถานที่สำคัญ การดำเนินงาน และความสามารถทำงานต่อเมื่อระบบใช้ไม่ได้ถ้ากล้องดับทั้งวัน ธุรกิจหรือความปลอดภัยของคนเสียไปแค่ไหน
2. ผลกระทบด้านข้อมูลระบุตัวบุคคลได้หรือไม่ ปริมาณข้อมูล จำนวนคน พื้นที่ที่คาดหวังความเป็นส่วนตัว การบันทึกเสียง การเชื่อมโยงหรือเปิดเผย และผลถ้าข้อมูลรั่วถ้าภาพหลุดออกไป ใครเดือดร้อน กี่คน และเดือดร้อนแค่ไหน
3. การเชื่อมต่อและการเปิดรับความเสี่ยงอินเทอร์เน็ต การเข้าจากระยะไกล การเชื่อมกับระบบ IT หรือ OT การใช้คลาวด์และบริการภายนอก ผู้รับจ้างหรือบุคคลภายนอกที่เข้าถึงได้ใครเข้าระบบได้บ้างโดยไม่ต้องยืนอยู่หน้าเครื่องบันทึก
4. ผลกระทบจากความล้มเหลวหรือการถูกโจมตีหยุดให้บริการ ข้อมูลสูญหายหรือถูกแก้ ตรวจสอบเหตุย้อนหลังไม่ได้ ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ลามไประบบอื่น และผลทางกฎหมาย สัญญา การเงิน ชื่อเสียงถ้าถูกโจมตี จะลามไปที่อื่นหรือไม่ และเสียหายอะไรบ้าง

เรื่องที่คนมักพลาดคือเอาประเภทของสถานที่มาเป็นคำตอบ เช่น ร้านเล็กต้องเป็น B โรงพยาบาลต้องเป็น H เอกสารปิดทางนี้ไว้

ประเภทของสถานที่สามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินได้ แต่ไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินระดับโดยอัตโนมัติ ระบบ CCTV ขนาดเล็กที่สนับสนุนภารกิจสำคัญอาจต้องใช้มาตรการเข้มงวดกว่าระบบขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบโดยรวมจำกัด
ตัวบท แนวปฏิบัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดสำหรับประเทศไทย (TCSG) ฉบับ 1.0.0 — สกมช. (แนวปฏิบัติ ไม่ใช่กฎหมาย) · ข้อ 2.1.3 (ย่อหน้าหลังตาราง)

นอกจากสี่มิติ ข้อ 2.1.3 ยังมีตารางปัจจัยเพิ่มเติมที่ทำให้องค์กรอาจ “ยกระดับมาตรการ” ได้ตามความเหมาะสม ได้แก่ กล้องที่เชื่อมหรือหนุนระบบหรือภารกิจสำคัญอื่น ระบบที่เปิดรับจากภายนอก (หันหน้าเข้าอินเทอร์เน็ตหรือมีทางเข้าระยะไกล) ผู้ให้บริการ ผู้รับจ้าง หรือผู้ผลิตที่เข้าถึงระบบได้ ข้อมูลปริมาณมากหรือมีการเชื่อมโยงหลายระบบ ประวัติเหตุการณ์หรือช่องโหว่ที่เกี่ยวข้อง และข้อกำหนดเฉพาะ เช่น กฎหมาย หน่วยกำกับ หรือสัญญา

เอกสารสรุปหลักไว้ประโยคเดียวว่า ให้ประเมินผลกระทบของระบบ ไม่ใช่จัดระดับจากชื่อ ประเภท หรือขนาดของสถานที่

แบบประเมินตนเองในข้อ 2.1.4 ใช้อย่างไร?

ให้ให้คะแนนแต่ละมิติเป็น ต่ำ ปานกลาง หรือสูง แล้วอ่านผลตามหลักแปลผลท้ายตาราง ตารางข้างล่างสรุปความหมายของแต่ละช่องตามเอกสาร

แบบประเมินตนเอง (ข้อ 2.1.4) เรียบเรียงใหม่
มิติต่ำปานกลางสูง
ความสำคัญต่อภารกิจผลกระทบจำกัด ยังดำเนินงานต่อได้กระทบการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญกระทบความปลอดภัย ภารกิจ หรือบริการสำคัญ
ผลกระทบด้านข้อมูลข้อมูลและจำนวนผู้ได้รับผลกระทบจำกัดมีข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมากการเปิดเผยหรือใช้ข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาตอาจกระทบสูง
การเชื่อมต่อและการเปิดรับความเสี่ยงระบบแยกส่วน ทางเข้าถึงจำกัดเข้าถึงจากระยะไกลได้ หรือเชื่อมกับระบบอื่นบางส่วนเชื่อมหลายระบบ ใช้บริการภายนอก หรือมีทางเข้าที่กระทบสูง
ผลเมื่อระบบถูกโจมตีหรือหยุดทำงานผลกระทบจำกัด แก้ได้ง่ายกระทบการรักษาความปลอดภัยหรือการดำเนินงานอาจรุนแรงหรือลามไประบบหรือภารกิจอื่น

ส่วนการแปลผล เอกสารเขียนเป็นข้อ ๆ สามข้อ คือถ้าทุกมิติต่ำเป็นหลักให้เริ่มพิจารณาจาก B ถ้ามีมิติปานกลางตั้งแต่หนึ่งมิติขึ้นไปให้พิจารณา E และถ้ามีมิติสำคัญระดับสูง โดยเฉพาะความปลอดภัยของบุคคล ภารกิจสำคัญ หรือผลกระทบด้านข้อมูล ให้พิจารณา H

สังเกตว่าเป็นการ “พิจารณา” ไม่ใช่สูตรคำนวณ ตัวเลขกลาง ๆ ไม่มีบทบาท และเอกสารห้ามใช้ค่าเฉลี่ยมาลบมิติที่สูง

ไม่ควรใช้การเฉลี่ยเพื่อลดทอนผลกระทบระดับสูง หากผลกระทบในมิติสำคัญอยู่ในระดับสูง ควรพิจารณามาตรการที่สอดคล้องกับผลกระทบนั้น หรือดำเนินการประเมินความเสี่ยงเพิ่มเติมและบันทึกเหตุผลของระดับที่เลือก
ตัวบท แนวปฏิบัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดสำหรับประเทศไทย (TCSG) ฉบับ 1.0.0 — สกมช. (แนวปฏิบัติ ไม่ใช่กฎหมาย) · ข้อ 2.1.4 (หลักการแปลผล)

จุดสุดท้ายในประโยคนั้นคือ บันทึกเหตุผล ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำทุกระดับ เพราะผู้ตรวจหรือคู่ค้าจะถามว่าทำไมเลือกระดับนี้ ใบประเมินหน้าเดียวที่มีวันที่ ผู้ประเมิน ผู้อนุมัติ คะแนนสี่มิติ ระดับที่เลือก และเหตุผล ก็ตอบได้ (รูปแบบใบประเมินเป็นข้อเสนอของเรา ไม่ได้อยู่ในเอกสาร)

ใครเป็นคนกำหนดระดับ ผู้ติดตั้งหรือเจ้าของ?

เจ้าของระบบ ข้อ 2.1.5 ให้เหตุผลว่าเป็นคนที่รู้วัตถุประสงค์ ผลกระทบ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

การกำหนดระดับความสำคัญเป็นความรับผิดชอบของเจ้าของระบบหรือองค์กรผู้ใช้งาน เนื่องจากเป็นผู้ทราบวัตถุประสงค์ ผลกระทบ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ส่วนผู้ติดตั้งหรือผู้รวมระบบมีหน้าที่สนับสนุนข้อมูลทางเทคนิคและนำผลการประเมินไปใช้ในการออกแบบและกำหนดมาตรการ
ตัวบท แนวปฏิบัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดสำหรับประเทศไทย (TCSG) ฉบับ 1.0.0 — สกมช. (แนวปฏิบัติ ไม่ใช่กฎหมาย) · ข้อ 2.1.5ข้อ 2.1.5 ยังให้เจ้าของระบบ “ทบทวนระดับเมื่อระบบหรือบริบทเปลี่ยนแปลง” เป็นหน้าที่ข้อหนึ่ง

ในทางปฏิบัติ นี่หมายความว่าอย่าปล่อยให้ผู้ขายเป็นคนบอกว่าร้านคุณ “ระดับ B ก็พอ” ให้ผู้ติดตั้งถามคุณก่อนออกแบบว่าระดับที่คุณประเมินคืออะไร และใช้ตัวเลขนั้นเป็นข้อกำหนดทางเทคนิค ถ้าธุรกิจเล็กและไม่มีใครทำเอง ให้คนหนึ่งคนรับหลายบทบาทได้ แต่ควรบอกได้ว่าใครกำหนด ใครอนุมัติ ใครทำ ใครตรวจ และใครรับผิดชอบเมื่อเกิดเหตุ

ร้านกาแฟ โรงงาน และคอนโดสมมติ ควรอยู่ระดับไหน?

ตัวอย่างข้างล่างสมมติขึ้นทั้งหมด ใช้เพื่อดูวิธีคิดตามตารางข้อ 2.1.4 จุดเดียวที่ทำให้คำตอบเปลี่ยนคือรายละเอียดของระบบ ไม่ใช่ชื่อประเภทกิจการ

ตัวอย่างสมมติ 1: ร้านกาแฟ 1 สาขา

สมมติว่าร้านมีกล้อง 4 ตัว เครื่องบันทึกอยู่หลังเคาน์เตอร์ เจ้าของดูผ่านแอปบนมือถือที่เชื่อมกับบริการของผู้ผลิต ไม่มีไมค์ ไม่มี AI ภาพที่เห็นคือลูกค้าไม่กี่สิบคนต่อวัน ถ้ากล้องดับ ร้านยังขายต่อได้

ภารกิจ ข้อมูล และผลกระทบเมื่อถูกโจมตี น่าจะอยู่ช่องต่ำ แต่การดูผ่านแอปจากนอกร้านเข้านิยาม “เข้าถึงจากระยะไกล” ของช่องปานกลางในมิติการเชื่อมต่อ จึงเข้าหลัก “มีมิติปานกลางหนึ่งมิติ ให้พิจารณา E” ในทางปฏิบัติคือเริ่มจากชุด B แต่ยกเรื่องการเข้าจากระยะไกลขึ้นเป็นระดับ E คือเปลี่ยนรหัสเริ่มต้น เปิด MFA ถ้าแอปรองรับ และไม่เปิดพอร์ตตรงจากอินเทอร์เน็ต ดูรายละเอียดใน บทความเรื่องแอปและบริการ P2P

ตัวอย่างสมมติ 2: โรงงานชิ้นส่วนโลหะ

สมมติว่าโรงงานมีกล้อง 60 ตัว ในจำนวนนี้ 8 ตัวส่องเครื่องปั๊มและจุดที่พนักงานเสี่ยงอันตราย หัวหน้ากะใช้ภาพสดตัดสินใจหยุดเครื่อง ระบบจัดการวิดีโอต่ออยู่กับเครือข่ายโรงงาน และมีผู้รับเหมาเข้ามาดูแลจากระยะไกล

มิติภารกิจน่าจะสูง เพราะภาพเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของคน มิติการเชื่อมต่อน่าจะสูง เพราะต่อหลายระบบและมีบุคคลภายนอกเข้าถึง เมื่อมีมิติสำคัญระดับสูง เอกสารให้พิจารณา H และห้ามเอามิติต่ำอย่างข้อมูลมาเฉลี่ยลด ลองสมมติต่อว่ากล้องของโรงงานเดียวกันนี้ส่องแค่ประตูรั้วและโกดัง ไม่มีใครใช้ภาพตัดสินความปลอดภัย และแยกจากเครือข่ายผลิต ผลก็จะเลื่อนลงมาที่ E หรือ B ได้ ซึ่งแสดงว่าคำว่า “โรงงาน” อย่างเดียวบอกอะไรไม่ได้

ตัวอย่างสมมติ 3: คอนโด 400 ห้อง

สมมติว่ามีกล้อง 120 ตัวที่ลิฟต์ ลานจอด และทางเดิน ศูนย์ควบคุมของบริษัทรักษาความปลอดภัยดูภาพสด ผู้ติดตั้งเข้ามาตั้งค่าจากระยะไกล และเก็บภาพสำรองบนคลาวด์ ไม่มี AI ไม่ได้เชื่อมกับระบบคีย์การ์ดหรือลิฟต์

ภาพมีผู้พักอาศัยจำนวนมากและบันทึกการเข้าออกของคนใกล้ห้องพัก มิติข้อมูลจึงอยู่ปานกลาง ส่วนการเชื่อมต่อก็ปานกลางเพราะมีทั้งทางระยะไกลและคลาวด์ ผลกระทบเมื่อถูกโจมตีกระทบการรักษาความปลอดภัยของอาคาร จุดเริ่มพิจารณาจึงน่าจะเป็น E และถ้าต่อมาเชื่อมกล้องกับคีย์การ์ดหรือใช้ภาพเป็นตัวตัดสินสิทธิเข้าพื้นที่ มิติเชื่อมต่อและผลกระทบอาจขยับขึ้นสูง จนต้องพิจารณา H

สรุปตัวอย่างสมมติ (การตีความของเราตามตารางข้อ 2.1.4 ไม่ใช่คำตัดสินของแนวปฏิบัติ)
ตัวอย่างสมมติภารกิจข้อมูลการเชื่อมต่อผลเมื่อถูกโจมตีจุดเริ่มพิจารณา
ร้านกาแฟ ดูผ่านแอปต่ำต่ำปานกลางต่ำE (เพราะมีมิติปานกลางหนึ่งมิติ)
โรงงาน กล้องหน้าเครื่องจักร ต่อเครือข่ายโรงงานสูงปานกลางสูงปานกลางถึงสูงH
โรงงาน กล้องประตูรั้ว แยกเครือข่ายต่ำถึงปานกลางปานกลางปานกลางปานกลางE
คอนโด 400 ห้อง ดูภาพสด + คลาวด์ + ผู้รับเหมาระยะไกลปานกลางปานกลางปานกลางปานกลางE (พิจารณา H ถ้าต่อกับคีย์การ์ดหรือลิฟต์)

เมื่อกำหนดระดับแล้ว ขั้นต่อไปคือเลือกมาตรการจากตารางของแต่ละหัวข้อในเล่ม ซึ่งแสดงสถานะ “พึงปฏิบัติ” หรือ “ควรพิจารณา” แยกตามระดับ B, E, H ในทุกบรรทัด ถ้าระบบมีบางส่วนที่สำคัญกว่าส่วนอื่น เช่น กล้องหน้าเครื่องจักร เอกสารให้พิจารณามาตรการของแต่ละองค์ประกอบตามบทบาทของมันในระบบและระดับของระบบโดยรวม (ข้อ 1.2)

ร้านเล็กที่ดูกล้องผ่านแอปจากนอกร้านพิจารณา E

การเข้าจากระยะไกลเป็นช่องปานกลางของมิติการเชื่อมต่อ ถึงองค์กรจะเล็กก็ไม่ใช่เหตุให้ต้องเป็น B

โรงงานที่กล้องหน้าเครื่องจักรต่อกับเครือข่ายผลิตและผู้รับเหมาเข้าระยะไกลพิจารณา H

มีมิติสำคัญสูง คือความปลอดภัยของคนและการเชื่อมต่อหลายระบบ ห้ามเฉลี่ยลดด้วยมิติที่ต่ำกว่า

คอนโดที่เพิ่งเชื่อมกล้องเข้ากับคีย์การ์ดทบทวนระดับ

ระบบหรือบริบทเปลี่ยน เจ้าของระบบมีหน้าที่ทบทวนระดับ (ข้อ 2.1.5) ระดับเดิมอาจต่ำเกินไป

ผู้ขายบอกว่า “ร้านขนาดนี้ B ก็พอ” โดยไม่ถามอะไรเลยยังไม่ผ่าน

ข้อ 2.1.3 ห้ามตัดสินจากขนาดหรือชนิดสถานที่เพียงอย่างเดียว และข้อ 2.1.5 ให้เจ้าของเป็นผู้กำหนด

ระดับ B, E, H เท่ากับการจัดชั้น CII หรือหน้าที่ตามกฎหมายหรือไม่?

ไม่เท่า เอกสารเขียนแยกไว้อย่างชัดเจนในข้อ 2.1.2 ว่าการจำแนกนี้ไม่ใช่การจัดประเภทองค์กรตามกฎหมาย และไม่ใช่การจำแนกโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ

การจำแนกดังกล่าวเป็นวิธีการประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติฉบับนี้ มิใช่การจัดประเภทองค์กรตามกฎหมายและมิใช่การจำแนกโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ
ตัวบท แนวปฏิบัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดสำหรับประเทศไทย (TCSG) ฉบับ 1.0.0 — สกมช. (แนวปฏิบัติ ไม่ใช่กฎหมาย) · ข้อ 2.1.2

แปลว่าองค์กรที่ประเมินตัวเองเป็น H ไม่ได้กลายเป็นหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศโดยอัตโนมัติ และองค์กรที่เป็น CII ตามกฎหมายไซเบอร์ก็ไม่ได้แปลว่ากล้องทุกตัวต้องอยู่ระดับ H วิธีดูว่าเข้าข่าย CII หรือไม่ต้องดูตามกฎหมายไซเบอร์ ซึ่งอธิบายไว้ใน บทความเรื่ององค์กรของคุณเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญหรือไม่

ข้อ 1.2 ของเล่มทั่วไปบอกอีกชั้นว่า ระดับที่ประเมินไม่ได้ลดหน้าที่ตามกฎหมายขององค์กร

ระดับความสำคัญของระบบที่กำหนดในแนวปฏิบัตินี้เป็นเครื่องมือสำหรับเลือกมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยให้เหมาะสมกับความเสี่ยง มิใช่การจำแนกระดับการปฏิบัติตามกฎหมาย และมิได้ลดทอนหน้าที่ตามกฎหมายหรือข้อกำหนดที่มีผลใช้บังคับกับองค์กร
ตัวบท แนวปฏิบัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดสำหรับประเทศไทย (TCSG) ฉบับ 1.0.0 — สกมช. (แนวปฏิบัติ ไม่ใช่กฎหมาย) · ข้อ 1.2 สถานะของเอกสาร

ตัวอย่างหน้าที่ตามกฎหมายที่ไม่ขึ้นกับระดับ คือ PDPA มาตรา 37 (1) ที่กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ร้านที่ได้ระดับ B ตามการประเมินของตัวเอง ก็ยังต้องให้มาตรการของตนเหมาะสมกับข้อมูลที่ถืออยู่ตามมาตรานี้

จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ
ตัวบท พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 · มาตรา 37 (1) (ตอนต้น)

ดังนั้นอย่านำผลระดับ B/E/H ไปเขียนในเอกสารเป็นการยืนยันว่า “องค์กรปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว” ให้เขียนตามจริงว่าเป็นผลการประเมินตามแนวปฏิบัติ สกมช. เพื่อเลือกความเข้มของมาตรการ

ถ้ากล้องมี AI ต้องจัดระดับต่างออกไปไหม?

ต่างตรงที่เล่ม AI ใช้สามมิติ แทนที่จะเป็นสี่ และเพิ่มมิติผลกระทบจากการใช้ AI รวมถึงปัจจัยที่ทำให้ผลกระทบขยาย (ข้อ 3.1 ของเล่ม AI) ไม่ควรใช้มิติใดมิติหนึ่งแทนกัน

หลักสำคัญคือ ความสำคัญของระบบ (System Criticality) ผลกระทบด้านข้อมูล (Data Impact) และผลกระทบจาก AI (AI Impact) เป็นคนละมิติและไม่ควรใช้แทนกัน
ตัวบท แนวปฏิบัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์สำหรับประเทศไทย ฉบับ 1.0.0 — สกมช. (แนวปฏิบัติ ไม่ใช่กฎหมาย) · ข้อ 3.1

เล่ม AI ยกตัวอย่างว่าระบบอาจไม่ใช่ระบบภารกิจสำคัญ แต่ประมวลผลข้อมูลชีวมิติที่มีผลกระทบสูง หรืออาจไม่มีข้อมูลชีวมิติเลย แต่ผลของ AI ถูกใช้ควบคุมการเข้าออกพื้นที่สำคัญ ซึ่งก็ทำให้ผลกระทบสูงได้ ถ้าระบบของคุณมีฟังก์ชัน AI ให้ทำตามข้อ 3.1 ของเล่ม AI ต่อจากข้อ 2.1 ของเล่มทั่วไป ดูภาพรวมได้ใน บทความแผนที่แนวปฏิบัติ

คำถามที่พบบ่อย

ใครเป็นคนกำหนดระดับ B, E, H ของระบบกล้อง?

เจ้าของระบบหรือองค์กรผู้ใช้งาน ข้อ 2.1.5 ของเล่มทั่วไปให้เหตุผลว่าเป็นผู้ที่รู้วัตถุประสงค์ ผลกระทบ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ส่วนผู้ติดตั้งหรือผู้รวมระบบมีหน้าที่ให้ข้อมูลทางเทคนิคและนำผลประเมินไปออกแบบมาตรการ

ร้านเล็กต้องอยู่ระดับ B เสมอใช่ไหม?

ไม่ใช่ ข้อ 2.1.3 ระบุว่าประเภทสถานที่หรือขนาดองค์กรไม่ควรใช้ตัดสินระดับโดยอัตโนมัติ และระบบขนาดเล็กที่สนับสนุนภารกิจสำคัญอาจต้องเข้มกว่าระบบใหญ่ที่ผลกระทบจำกัด ร้านที่ดูภาพจากระยะไกลก็มีมิติการเชื่อมต่อปานกลางตามแบบประเมิน จึงควรพิจารณา E

มีมิติหนึ่งสูงแต่มิติอื่นต่ำ ใช้ค่าเฉลี่ยได้ไหม?

ไม่ควร ข้อ 2.1.4 ห้ามใช้การเฉลี่ยลดทอนผลกระทบระดับสูง ถ้ามิติสำคัญสูงให้พิจารณามาตรการที่สอดคล้องกับผลกระทบนั้น หรือประเมินความเสี่ยงเพิ่มและบันทึกเหตุผลของระดับที่เลือก

ได้ระดับ H แล้วเท่ากับเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (CII) หรือไม่?

ไม่ ข้อ 2.1.2 ระบุว่าการจำแนกนี้ไม่ใช่การจัดประเภทองค์กรตามกฎหมายและไม่ใช่การจำแนกโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ การเป็น CII ต้องดูตามกฎหมายไซเบอร์ ไม่ใช่ดูจากระดับของแนวปฏิบัตินี้

ควรทบทวนระดับเมื่อไร?

ข้อ 2.1.5 ให้เจ้าของระบบทบทวนระดับเมื่อระบบหรือบริบทเปลี่ยนแปลง เช่น เพิ่มการดูผ่านคลาวด์ เชื่อมกล้องกับระบบอื่น หรือเปิดใช้ฟังก์ชัน AI เอกสารไม่ได้กำหนดจำนวนเดือนตายตัวสำหรับการทบทวนระดับ ให้ดูรอบตรวจเองในภาคผนวก ข ประกอบ

ตัวบทและแหล่งอ้างอิง

  1. แนวปฏิบัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดสำหรับประเทศไทย (TCSG) ฉบับ 1.0.0 — สกมช. (แนวปฏิบัติ ไม่ใช่กฎหมาย) — ข้อ 1.2 · ข้อ 2.1.1–2.1.5
  2. แนวปฏิบัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์สำหรับประเทศไทย ฉบับ 1.0.0 — สกมช. (แนวปฏิบัติ ไม่ใช่กฎหมาย) — ข้อ 3.1
  3. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 — มาตรา 37 (1)

ตัวบทที่ยกมาในกรอบ "ตัวบท" คัดคำต่อคำจากคลังกฎหมายของ AIPDPA ซึ่งถอดจากราชกิจจานุเบกษาและเอกสารของหน่วยงานรัฐ แล้วระบบตรวจทุกครั้งที่แก้บทความว่าตรงกับคลังทุกตัวอักษร · บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง

ลงมือในระบบได้ที่

ภูวรา ครอบตะคุ

ใครรับผิดชอบเนื้อหานี้?

เรียบเรียงโดยทีมกฎหมาย AIPDPA · ผู้รับผิดชอบเนื้อหา ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ · เนติบัณฑิตไทย · ที่ปรึกษากฎหมายเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญา

ใบอนุญาตทนายความ 477/2558 · เนติบัณฑิตไทย · นิติศาสตรมหาบัณฑิต กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ (เหรียญทอง)

อ่านต่อ

สกมช. ออกแนวปฏิบัติกล้องวงจรปิด 2 เล่ม อ่านเล่มไหนก่อนแนวปฏิบัติกล้องวงจรปิด 2 เล่มของ สกมช. ปี 2569 คืออะไร ไม่มีสภาพบังคับ ต่างจาก PDPA อย่างไร ระดับ B/E/H คืออะไร และตารางบอกว่าแต่ละบทบาทควรอ่านบทไหนก่อนบริษัทเราเป็น CII ไหม และหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ไซเบอร์ใครเป็นหน่วยงาน CII ตาม พ.ร.บ.ไซเบอร์ 2562 มาตรา 49 หน้าที่แจ้งรายชื่อใน 30 วัน ตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงปีละครั้ง รายงานเหตุ และสิ่งที่ผู้รับจ้างต้องเตรียมกล้องวงจรปิดบนคลาวด์และแอปมือถือ ต้องถามอะไรก่อนใช้กล้องวงจรปิดที่เก็บภาพบนคลาวด์ ดูผ่านแอป หรือใช้ P2P ควรถามผู้ให้บริการอะไร ตามแนวปฏิบัติ สกมช. 1.0.0 ประกาศคลาวด์ 2567 และ PDPA มาตรา 28ติดกล้องวงจรปิดในออฟฟิศ ร้าน คอนโด ต้องทำอะไรตาม PDPAกล้องวงจรปิดตาม PDPA และ TDPG 4.0: ป้ายแจ้ง 2 ชั้น ฐานประโยชน์อันชอบธรรม ระยะเก็บภาพ ผู้มีสิทธิดู การให้ภาพตำรวจ และข้อหารือ สคส. เรื่องนิติบุคคลอาคารชุด