กล้องวงจรปิดบนคลาวด์และแอปมือถือ คือระบบที่ภาพและสิทธิเข้าถึงบางส่วนอยู่นอกเครือข่ายขององค์กร แนวปฏิบัติ สกมช. 1.0.0 ข้อ 5.1 และข้อ 3.3.3.4 ไม่ห้ามใช้ แต่ให้ถามที่ตั้งข้อมูล ผู้เข้าถึง กุญแจ และทางออก เหมาะกับเจ้าของระบบ ฝ่ายไอที และ DPO ได้ตารางเทียบที่เก็บภาพสี่แบบ
- ข้อ 3.3.3.4 ให้กำกับ P2P และคลาวด์ของผู้ผลิตเหมือนช่องทางเข้าระบบจากระยะไกลอื่น และตอบแปดข้อก่อนเปิดใช้
- ข้อ 5.1 ไม่ตัดสินจากชื่อรูปแบบบริการ แต่ดูมาตรการควบคุมจริง ที่ตั้ง ผู้เข้าถึง กุญแจ และทางออก
- ประกาศ กมช. คลาวด์ 2567 ใช้กับ "หน่วยงาน" ตามข้อ 3 และวันมีผลเป็น 10 หรือ 11 ก.ย. 2569 ตามแต่ละแหล่งที่นับ
- ภาพที่ผู้ให้บริการต่างประเทศเข้าถึงได้ ต้องไล่ตรวจ PDPA มาตรา 28 ตามที่ตั้งและผู้เข้าถึงจริง
กล้องที่เก็บภาพบนคลาวด์หรือเปิดดูผ่านแอปมือถือ สะดวกตรงที่ไม่ต้องเดินไปเปิดเครื่องบันทึก แต่ภาพและสิทธิเข้าถึงบางส่วนไปอยู่นอกเครือข่ายที่องค์กรดูแลเอง แนวปฏิบัติ สกมช. ฉบับ 1.0.0 (29 กันยายน 2569) ไม่ได้ห้าม และไม่ได้ชมว่าคลาวด์ดีกว่าเครื่องบันทึกในห้องไอที สิ่งที่แนะนำคือถามให้ครบว่าภาพอยู่ที่ไหน ใครเข้าได้ ใครรับผิดชอบ และถ้าเลิกใช้จะเอาภาพกลับมาอย่างไร
บทความนี้อ่านข้อ 3.3.3.4 (บริการ P2P และบริการภายนอก) กับข้อ 5.1 (แอป อุปกรณ์เคลื่อนที่ คลาวด์ และบริการภายนอก) ของแนวปฏิบัติ แล้วเทียบกับประกาศ กมช. เรื่องมาตรฐานคลาวด์ พ.ศ. 2567 และ PDPA มาตรา 28 แนวปฏิบัติ สกมช. เป็นข้อเสนอแนะ ไม่มีสภาพบังคับ ส่วนประกาศ กมช. เป็นประกาศจริงที่มีขอบเขตของตัวเอง สองอย่างนี้อย่าปนกัน
เรื่อง PDPA ของตัวกล้อง เช่น ป้ายแจ้ง ฐานกฎหมาย ระยะเก็บ และใครดูภาพได้ ดูใน บทความกล้องวงจรปิดในออฟฟิศ ร้าน คอนโด ที่นี่เน้นเรื่องภาพที่ออกไปนอกเครื่องของเรา
กล้อง P2P แอปมือถือ และคลาวด์ของผู้ผลิต ต่างจากเครื่องบันทึกในออฟฟิศอย่างไร?
ต่างกันที่ว่าตัวกลางคือใคร เครื่องบันทึกในออฟฟิศ (NVR หรือ DVR) อยู่ในมือเราเอง ส่วนบริการ P2P หรือคลาวด์ของผู้ผลิตมีเซิร์ฟเวอร์ของผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการเป็นทางผ่านให้แอปเข้ามาดูภาพ ผู้เขียนแบ่งที่เก็บภาพเป็นสี่แบบเพื่อให้ตัดสินใจง่ายขึ้น คือเก็บในเครื่อง เก็บใน NVR คลาวด์ของผู้ผลิต และคลาวด์ที่เราเลือกเอง แนวปฏิบัติไม่ได้แบ่งสี่แบบนี้โดยตรง
บริการเชื่อมต่อแบบ P2P หรือบริการคลาวด์ของผู้ผลิตอาจช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าถึงระบบจากภายนอกได้สะดวก แต่ควรได้รับการกำกับในลักษณะเดียวกับช่องทางการเข้าถึงจากระยะไกลอื่น
ประโยคสำคัญที่ตามมาในข้อเดียวกันคือ การใช้ P2P หรือคลาวด์ไม่ควรถูกสรุปว่าปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัยจากชื่อของเทคโนโลยีอย่างเดียว ให้ประเมินจากสถาปัตยกรรม มาตรการควบคุม และความเสี่ยงจริง
แปดข้อที่ข้อ 3.3.3.4 ให้ตอบก่อนเปิดใช้
- ช่องทางเชื่อมต่อ ผ่านระบบหรือบริการใด
- ข้อมูลที่ส่งออก มีข้อมูลหรือเมทาดาทาอะไรออกจากองค์กรบ้าง
- สถานที่ให้บริการ เซิร์ฟเวอร์อยู่ที่ใด ตามข้อมูลที่ผู้ให้บริการเปิดเผย
- ผู้ที่เข้าถึงได้ ใครสนับสนุนหรือบริหารระบบได้
- การพิสูจน์ตัวตน รองรับ MFA หรือไม่
- การควบคุมบริการ ปิดหรือจำกัดบริการได้หรือไม่
- การบันทึกเหตุการณ์ มีบันทึกเพียงพอหรือไม่
- การยุติบริการ ย้ายหรือยุติได้อย่างไร
ข้อที่สามที่ว่า "ตามข้อมูลที่ผู้ให้บริการเปิดเผย" เป็นคำที่แนวปฏิบัติเลือกใช้เอง แปลว่าที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์เป็นคำบอกเล่าของผู้ให้บริการ ผู้ซื้อจึงควรขอให้เขียนไว้ในเอกสารบริการหรือสัญญา ไม่ใช่เชื่อจากหน้าเว็บขายของ
แอปมือถือที่ดูกล้อง ควรคุมแบบไหน?
ควรคุมเหมือนช่องทางเข้าระบบจากระยะไกลอื่น ๆ ไม่ใช่มองว่าเป็นแค่ของเล่นในมือถือ ข้อ 5.1.1 ให้พิจารณาพร้อมกันทั้งบัญชี แอป เครื่องมือถือ และข้อมูลที่อาจค้างอยู่ในเครื่อง
การเข้าถึงระบบ CCTV ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ แท็บเล็ต หรือแอปพลิเคชันสามารถเพิ่มความสะดวกในการเฝ้าระวังและการตอบสนองต่อเหตุ แต่ควรได้รับการควบคุมในลักษณะเดียวกับช่องทางการเข้าถึงระบบจากระยะไกลอื่น
รายการที่ข้อ 5.1.1 แนะนำ ผู้เขียนเรียบเรียงใหม่ตามภาษาที่เจ้าของกิจการใช้ ดังนี้
- ใช้บัญชีรายคน เลี่ยงบัญชีที่หลายคนแชร์กัน
- ใช้ MFA กับบัญชีสิทธิสูงหรือการเข้าจากภายนอก เมื่อบริการรองรับ
- จำกัดสิทธิดูภาพย้อนหลัง ส่งออก และบริหารระบบตามหน้าที่
- ไม่เปิดแชร์ภาพหรือลิงก์แบบสาธารณะ หรือแบบไม่ต้องพิสูจน์ตัวตน โดยไม่มีเหตุผลและการควบคุมที่เหมาะสม
- มือถือมีล็อกหน้าจอ ใช้ระบบปฏิบัติการที่ยังได้รับการสนับสนุน และไม่ดัดแปลงจนลดกลไกความปลอดภัย
- ถ้ามือถือหาย ต้องยกเลิกเซสชัน โทเคน หรือบัญชีที่เกี่ยวข้องได้
- ไม่บันทึกภาพ CCTV ลงพื้นที่ส่วนตัวของเครื่องโดยไม่จำเป็น
- อัปเดตแอปให้เป็นเวอร์ชันที่ยังได้รับการสนับสนุน และเปิดแจ้งเตือนการเข้าสู่ระบบเมื่อรองรับ
สำหรับระบบเสี่ยงสูง แนวปฏิบัติบอกว่าอาจพิจารณาระบบบริหารอุปกรณ์เคลื่อนที่ (MDM) หรือมาตรการอื่นที่ให้ผลเทียบเท่า
| สถานการณ์ | จุดเสี่ยง | ควรทำ |
|---|---|---|
| พนักงานสามคนใช้ชื่อผู้ใช้และรหัสเดียวกันเปิดดูผ่านแอป | ไม่รู้ว่าใครเปิดดูหรือส่งออกภาพเมื่อไร | แยกบัญชีรายคนและเปิดบันทึกการใช้งาน แล้วปิดบัญชีกลาง |
| เจ้าของส่งลิงก์ดูภาพสดให้ผู้รับเหมาในกลุ่มไลน์ | ลิงก์ที่ไม่ต้องพิสูจน์ตัวตนส่งต่อได้ไม่จำกัด | ใช้บัญชีแขกที่มีสิทธิจำกัดและหมดอายุ ถ้าบริการไม่รองรับ ให้เลี่ยงการแชร์ลิงก์ |
| มือถือผู้จัดการหาย | ถ้าแอปยังล็อกอินอยู่ ใครเก็บได้ก็ดูภาพได้ | ต้องสั่งยกเลิกเซสชันหรือโทเคนจากฝั่งระบบได้ ก่อนซื้อให้ถามว่ามีฟังก์ชันนี้หรือไม่ |
| ผู้จัดการอยากเซฟคลิปลงมือถือส่วนตัวเพื่อส่งให้ลูกค้า | ภาพกระจายออกนอกระบบที่คุมสิทธิและบันทึกได้ | ใช้ช่องทางส่งออกของระบบที่มีบันทึกและสิทธิ ดูเรื่องการให้ผู้อื่นดูภาพใน บทความกล้องวงจรปิดในออฟฟิศ |
เก็บภาพไว้ในเครื่อง NVR หรือบนคลาวด์ ควรถามอะไรก่อนเลือก?
ไม่มีที่เก็บแบบไหนที่ถูกต้องเสมอ แนวปฏิบัติ สกมช. บทที่ 5 เตือนไว้ทั้งสองด้าน ระบบในองค์กรที่ไม่เคยอัปเดต มีบัญชีร่วม ไม่มีบันทึกเหตุการณ์ และเปิดรีโมตตามใจ อาจเสี่ยงกว่าคลาวด์ที่มีคนบริหารและตรวจเป็นระบบ ในทางกลับกัน คลาวด์ที่ไม่มีใครตอบได้ว่าข้อมูลอยู่ที่ใด ใครเข้าได้ ใครถือกุญแจ ก็ไม่เหมาะกับระบบที่ผลกระทบสูง
ระบบภายในองค์กรที่ไม่ได้รับการปรับปรุง มีบัญชีร่วม ไม่มีการบันทึกเหตุการณ์ และเปิดช่องทางการเข้าถึงจากระยะไกลโดยไม่มีการควบคุมอาจมีความเสี่ยงสูงกว่าบริการคลาวด์ที่ได้รับการบริหารและตรวจสอบอย่างเป็นระบบในทางกลับกัน บริการคลาวด์ที่องค์กรไม่สามารถทราบได้ว่าข้อมูลจัดเก็บที่ใด ใครสามารถเข้าถึง กุญแจเข้ารหัสอยู่ภายใต้การควบคุมของใคร หรือจะลบข้อมูลอย่างไรเมื่อยุติบริการ ก็อาจไม่เหมาะสมกับระบบที่มีผลกระทบสูง
| ที่เก็บภาพ | สิ่งที่ได้ | ข้อควรถามก่อนเลือก | จุดที่แนวปฏิบัติเตือน |
|---|---|---|---|
| เก็บในตัวกล้อง (เช่น การ์ดหน่วยความจำ) | ไม่ต้องมีเครื่องบันทึก เหมาะกับจุดเล็ก ๆ (ข้อสังเกตของผู้เขียน) | ใครถอดการ์ดได้ ภาพถูกเขียนทับตามระยะเก็บที่กำหนดไหม ถ้ากล้องหายภาพหายไปด้วยไหม | ต้องจำกัดสิทธิส่งออกและกำหนดระยะเก็บให้เป็นไปตามนโยบาย (ข้อ 4.1.1.11) |
| เก็บใน NVR หรือ DVR ในองค์กร | คุมเครื่อง บัญชี และเครือข่ายเองได้เต็มที่ | ใครอัปเดตเฟิร์มแวร์ ใครมีบัญชีผู้ดูแล มีบันทึกเหตุการณ์ไหม เปิดเข้าจากอินเทอร์เน็ตโดยตรงหรือเปล่า | ระบบที่ไม่อัปเดต ใช้บัญชีร่วม ไม่มีบันทึก และเปิดรีโมตไม่คุม อาจเสี่ยงกว่าคลาวด์ที่บริหารเป็นระบบ (บทที่ 5) |
| คลาวด์หรือ P2P ของผู้ผลิต ดูผ่านแอปของแบรนด์ | เปิดดูจากนอกสถานที่ได้ง่าย ไม่ต้องตั้งค่าเครือข่ายเอง | ตอบแปดข้อของข้อ 3.3.3.4 ให้ครบ ปิดบริการได้ไหม ผู้ให้บริการช่วงคือใคร เปลี่ยนที่ตั้งแล้วแจ้งไหม ถ้าเลิกใช้เอาภาพกลับอย่างไร | ข้อมูล การเข้าถึง หรือการควบคุมบางส่วนอยู่นอกโครงสร้างพื้นฐานที่องค์กรบริหารโดยตรง (ข้อ 5.1) |
| คลาวด์ที่เราเลือกเองและมีสัญญากับเรา | เลือกที่ตั้ง ผู้ให้บริการ และเงื่อนไขสัญญาเองได้ | คำถามที่ตั้ง การประมวลผล ผู้เข้าถึง กุญแจ สำรอง และทางออกในข้อ 5.1.3–5.1.8 และสัญญากับผู้ประมวลผลตาม PDPA มาตรา 40 | ที่ตั้งในไทยอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ปลอดภัยโดยอัตโนมัติ (ข้อ 5.1.3) |
| ผสม เก็บใน NVR แล้วสำรองขึ้นคลาวด์ | มีสำเนานอกสถานที่ ถ้าเครื่องเสียหรือถูกโจรกรรม | ข้อมูลสำรอง สำเนา และแคชอยู่ที่ใด ลบพร้อมต้นฉบับไหม ระยะเก็บของสำเนาตรงกับต้นฉบับไหม | การลบต้องครอบคลุมข้อมูลหลัก ข้อมูลสำรอง และสำเนาที่เกี่ยวข้อง (ข้อ 5.1.6) |
แนวปฏิบัติสรุปหลักไว้ว่าให้ประเมินจากความเสี่ยงและมาตรการควบคุมที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่จากชื่อของรูปแบบบริการ
ผู้ให้บริการคลาวด์ต้องตอบอะไรบ้าง ก่อนเอาภาพไปไว้?
ข้อ 5.1.3 ไล่คำถามที่องค์กรควรตอบได้ไว้แปดเรื่อง ตารางนี้ผู้เขียนเรียบเรียงจากข้อดังกล่าว พร้อมบอกเหตุผลว่าทำไมต้องถาม
| เรื่อง | ถามว่า | ทำไมต้องถาม |
|---|---|---|
| ที่เก็บข้อมูล | ข้อมูลหลักและข้อมูลสำรองอยู่ที่ใด | ภาพมักถูกสำรองไว้อีกที่ ที่ตั้งของสำเนามีผลต่อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง |
| ที่ประมวลผล | ประมวลผลภาพในประเทศหรือภูมิภาคใด | ฟังก์ชันตรวจจับหรือแจ้งเตือนอาจรันนอกที่เก็บภาพ |
| เขตอำนาจทางกฎหมาย | กฎหมายหรือเขตอำนาจใดอาจมีผลกับข้อมูลหรือผู้ให้บริการ | กฎหมายของประเทศที่ผู้ให้บริการอยู่อาจให้อำนาจเรียกดูข้อมูล |
| การเข้าถึงเพื่อบริหาร | บุคลากรหรือผู้ให้บริการจากพื้นที่ใดเข้าระบบหรือข้อมูลได้ | ข้อมูลอยู่ในไทยแต่คนดูแลอยู่ที่อื่นก็ยังเข้าถึงได้ |
| ผู้ให้บริการช่วง | มีรายอื่นเกี่ยวข้องกับการเก็บ ประมวลผล หรือสนับสนุนไหม | ภาพอาจผ่านมือหลายรายโดยเราไม่เคยเซ็นสัญญากับเขา |
| กุญแจเข้ารหัส | ใครควบคุมหรือเข้าถึงกุญแจได้ | ถ้าผู้ให้บริการถือกุญแจ การเข้ารหัสไม่ได้กันผู้ให้บริการเอง |
| ข้อมูลสำรอง สำเนา และแคช | Backup, Replica, Cache อยู่ที่ใด | ลบต้นฉบับแล้ว สำเนายังอาจเหลือ |
| การสนับสนุนทางเทคนิค | การเข้ามาแก้ปัญหาหรือบำรุงรักษาทำจากที่ใด | ทีมซัพพอร์ตเข้าถึงภาพได้ มักเป็นช่องทางที่ถูกลืม |
แนวปฏิบัติเสริมอีกข้อว่า ถ้ามีกฎหมาย ข้อกำหนดเฉพาะภาคส่วน นโยบายองค์กร ข้อกำหนดจัดซื้อ หรือสัญญา ให้ข้อมูลบางประเภทต้องเก็บหรือประมวลผลในไทย ก็กำหนดเรื่องนั้นให้ชัดและตรวจสอบได้
ใครรับผิดชอบส่วนไหน ต้องเขียนลงเอกสาร
ข้อ 5.1.4 ให้ตกลงให้ชัดว่าใครเป็นผู้ดูแลบัญชีและ MFA การเข้ารหัสและกุญแจ บันทึกเหตุการณ์ แพตช์ การสำรองและกู้คืน การจัดการเหตุ วงจรชีวิตข้อมูล และการยุติบริการ แล้วบันทึกไว้ในสัญญา เอกสารบริการ หรือเมทริกซ์ความรับผิดชอบ (Responsibility Matrix) ข้อดีของเมทริกซ์คือเมื่อเกิดเหตุ ไม่ต้องมานั่งเถียงกันว่าเรื่องนี้ใครต้องทำ
ถ้าผู้ให้บริการเข้าถึงหรือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลแทนองค์กร ข้อ 5.1.5 ให้กำหนดขอบเขตข้อมูล วัตถุประสงค์ คำสั่งของผู้ควบคุม การรักษาความลับ มาตรการความปลอดภัย ผู้ให้บริการช่วง การแจ้งเหตุละเมิด การช่วยตอบคำขอของเจ้าของข้อมูล การคืนและลบข้อมูล และสิทธิในการตรวจสอบ เป็นรายการเดียวกับที่ฝั่ง PDPA ต้องมีในข้อตกลงผู้ประมวลผล ดูรายการเต็มใน บทความสัญญาผู้ประมวลผลข้อมูล และถ้าผู้ให้บริการเป็นรายเดียวที่แตะภาพ ก็ลงชื่อไว้ในทะเบียนกิจกรรมประมวลผล (RoPA) ด้วย ซึ่ง AIPDPA มีทะเบียนนี้ให้ ดูที่ บัญชีตัวอย่าง
ประกาศ กมช. มาตรฐานคลาวด์ 2567 ใช้กับกล้องของเราหรือไม่?
ขึ้นกับว่าองค์กรของเราเป็น "หน่วยงาน" ตามนิยามของประกาศหรือไม่ ประกาศ กมช. ออกตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 และข้อ 3 ให้ความหมายของคำนี้ไว้
"หน่วยงาน" หมายความว่า หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานควบคุมหรือกำกับดูแลและหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562
ข้อ 4 ผูกหน้าที่ไว้กับหน่วยงานที่ใช้บริการคลาวด์สาธารณะ
ให้หน่วยงานที่ใช้บริการคลาวด์สาธารณะดำเนินการตามมาตรฐานฉบับนี้ โดยคำนึงถึงระดับผลกระทบของข้อมูลหรือระบบสารสนเทศ ตามที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เรื่อง มาตรฐานการกำหนดคุณลักษณะความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้แก่ข้อมูลหรือระบบสารสนเทศ พ.ศ. 2566 และดำเนินการไม่น้อยกว่าข้อกำหนดขั้นต่ำท้ายประกาศนี้
ข้อ 5 เพิ่มว่า ถ้าเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ให้จัดระดับผลกระทบด้านการรักษาความลับระดับกลางเป็นอย่างน้อย ตามประกาศเรื่องมาตรฐานการกำหนดคุณลักษณะความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2566 ดังนั้นสำหรับหน่วยงานรัฐ ผู้กำกับ หรือ CII ที่ใช้คลาวด์สาธารณะเก็บภาพกล้องที่เห็นหน้าคน ภาพนั้นเป็นข้อมูลส่วนบุคคล และเข้าข้อ 5 ได้ ส่วนเอกชนทั่วไปที่ไม่อยู่ในนิยามข้อ 3 ไม่ได้ถูกประกาศนี้ผูกโดยตรง แต่ผู้ให้บริการหรือสัญญากับหน่วยงานเหล่านั้นอาจพาเรื่องนี้มาถึงได้ ภาพรวมของประกาศอยู่ใน บทความมาตรฐานคลาวด์ สกมช. 2567
แนวปฏิบัติเล่ม CCTV ข้อ 5.1.2 พูดไว้สั้น ๆ ว่า สำหรับองค์กรที่อยู่ในขอบเขตของประกาศ การใช้คลาวด์กับกล้องควรดูข้อกำหนดของประกาศเพิ่มเติม และแนวปฏิบัติเล่มนี้ไม่ได้ใช้แทนประกาศ ให้ทำตามประกาศควบคู่กัน สำหรับระบบผลกระทบสูง ประกาศมีข้อกำหนดเรื่องคุณสมบัติผู้ให้บริการและการรับรอง เช่น ISO/IEC 27017 หรือ CSA STAR Level 2 ตามเงื่อนไข แต่แนวปฏิบัติเตือนไม่ให้เหมารวมไปใช้กับกล้องทุกระบบ
| องค์กร | อยู่ในนิยาม "หน่วยงาน" หรือไม่ | ควรทำ |
|---|---|---|
| หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานควบคุมหรือกำกับดูแล และ CII ตามกฎหมายไซเบอร์ | อยู่ในนิยามตามข้อ 3 | ตรวจว่าใช้คลาวด์สาธารณะหรือไม่ ถ้าใช้ทำตามประกาศควบคู่กับแนวปฏิบัติ |
| เอกชนทั่วไป ร้านค้า คอนโด โรงงานที่ไม่ใช่ CII | ตามตัวอักษรของข้อ 3 ไม่อยู่ในนิยาม | ใช้แนวปฏิบัติ สกมช. เป็นกรอบเลือกบริการได้ แต่ไม่ถูกประกาศนี้ผูกโดยตรง |
| ผู้ให้บริการคลาวด์ที่ให้บริการหน่วยงานข้างต้น | ประกาศมีข้อกำหนดของฝั่งผู้ให้บริการ (CSP) ด้วย | ถามผู้ให้บริการว่ารองรับประกาศหรือไม่ และขอหลักฐาน |
ภาพกล้องไปอยู่เซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ ติด PDPA มาตรา 28 หรือไม่?
มาตรา 28 พูดถึงผู้ควบคุมข้อมูลที่ส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ ปลายทางต้องมีมาตรฐานคุ้มครองที่เพียงพอ เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นที่ระบุไว้ในมาตราเดียวกัน
ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ ประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนดตามมาตรา 16 (5) เว้นแต่
การใช้คลาวด์ของผู้ผลิตที่ตั้งนอกไทยนับเป็น "ส่งหรือโอน" หรือไม่ ต้องดูข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี เป็นเรื่องที่ บทความมาตรา 28 วิเคราะห์ไว้ละเอียดแล้ว ที่ควรเอามาต่อกับกล้อง คือข้อเท็จจริงสี่อย่างที่ต้องรู้ก่อนจะตัดสิน และคำถามข้อ 5.1.3 กับข้อ 3.3.3.4 ที่ถามไปแล้วก็ให้ข้อมูลชุดเดียวกันนี้
- เซิร์ฟเวอร์หลักและเซิร์ฟเวอร์สำรองอยู่ประเทศใด
- บุคลากรของผู้ให้บริการจากประเทศใดเข้าดูภาพหรือระบบได้
- ผู้ให้บริการช่วงคือใคร อยู่ที่ใด
- ผู้ให้บริการหรือบริษัทในเครือใช้ภาพเพื่อวัตถุประสงค์อื่นของเขาด้วยหรือไม่
ส่วนข้อมูลที่เก็บในไทยก็ยังไม่จบเรื่อง แนวปฏิบัติ สกมช. ข้อ 5.1.3 เตือนว่า
อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศไทยเพียงอย่างเดียวไม่ควรถูกตีความว่าทำให้ข้อมูลมีความมั่นคงปลอดภัยหรือมีอธิปไตยข้อมูลอย่างสมบูรณ์โดยอัตโนมัติ หากการบริหารระบบ การควบคุมกุญแจการเข้าถึงข้อมูล หรือการสนับสนุนยังสามารถดำเนินการจากเขตอำนาจอื่นโดยไม่มีมาตรการควบคุมที่เหมาะสม
ผู้เขียนตีความว่า สำหรับกล้อง เซิร์ฟเวอร์ในไทยช่วยลดคำถามเรื่องมาตรา 28 ได้ แต่ถ้าทีมดูแลหรือกุญแจอยู่ต่างประเทศ ก็ยังต้องถามต่อ ข้อนี้เป็นการตีความของทีมเรา ไม่ใช่ข้อความในแนวปฏิบัติ
ผู้ให้บริการแจ้งเหตุ ย้ายที่เก็บ หรือเลิกบริการ จะเกิดอะไรกับภาพของเรา?
ควรเขียนล่วงหน้าไว้ในสัญญา ข้อ 5.1.7 ให้พิจารณากำหนดให้ผู้ให้บริการแจ้งเหตุและการเปลี่ยนแปลงที่กระทบความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว หรือความต่อเนื่อง ได้แก่ เหตุด้านความปลอดภัย การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล บริการหยุดชะงัก กุญแจรั่วหรือถูกเปลี่ยน การย้ายที่เก็บหรือที่ประมวลผล การเปลี่ยนผู้ให้บริการช่วง การเปลี่ยนมาตรการสำคัญ และการเลิกฟังก์ชันหรือ API ที่เราพึ่งอยู่
เรื่องเวลา แนวปฏิบัติไม่ให้ใช้กรอบ 24 48 หรือ 72 ชั่วโมงเดียวกันกับทุกเหตุ ให้กำหนดจากกฎหมาย ความรุนแรง ความต้องการตอบสนอง และความเสี่ยงขององค์กร ส่วนเส้นตายแจ้ง สคส. ตาม PDPA เมื่อข้อมูลรั่วที่ฝั่งผู้ประมวลผล ดูใน บทความผู้ประมวลผลทำข้อมูลรั่ว ใครเป็นคนแจ้ง
ลบภาพแล้ว ภาพหายจริงหรือยัง
ข้อ 5.1.6 ให้ถามว่าข้อมูลอยู่ในส่วนใดบ้าง ได้แก่ พื้นที่จัดเก็บหลัก ข้อมูลสำรอง สำเนา แคช ไฟล์ที่ส่งออก และบันทึกเหตุการณ์กับข้อมูลกำกับ แล้วกำหนดว่าการลบครอบคลุมส่วนไหน ขอหลักฐานการลบได้ตามระดับความเสี่ยง
ไม่ควรกำหนดระยะเวลาลบข้อมูล เช่น “ภายใน 30 วัน” เป็นค่าเดียวสำหรับทุกบริการโดยไม่มีเหตุผลรองรับ หากไม่มีกฎหมายหรือข้อกำหนดกำหนดไว้ ควรกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมในสัญญาหรือเงื่อนไขบริการตามความเสี่ยงและความสามารถทางเทคนิค
ผู้ซื้อจึงไม่ควรยอมรับถ้อยคำทั่วไปอย่าง "ลบภายในเวลาที่เหมาะสม" โดยไม่ถามต่อ และไม่ควรเอาตัวเลขของสัญญาฉบับหนึ่งไปใช้กับทุกบริการ ให้ตกลงเวลาในสัญญาตามความเสี่ยงของระบบนั้น
แผนทางออกต้องมีตั้งแต่วันแรก
ข้อ 5.1.8 ให้คิดแผนยุติหรือเปลี่ยนบริการตั้งแต่ก่อนเริ่มใช้ เพื่อไม่ให้ผูกติดกับผู้ให้บริการจนย้ายไม่ได้ แผนควรตอบได้ว่าจะเอาข้อมูลและค่าตั้งกลับมาอย่างไรและในรูปแบบใด ต้องเพิกถอนบัญชี สิทธิ เซสชัน โทเคน กุญแจ และใบรับรองใดบ้าง ข้อมูลสำรองถูกเก็บไว้นานเท่าไรและลบเมื่อใด จะขอหลักฐานการลบได้ไหม และถ้าบริการหยุดก่อนย้ายเสร็จจะทำงานต่ออย่างไร
- ก่อนเปิดใช้ P2P หรือคลาวด์ของผู้ผลิตตอบแปดข้อ และตัดสินว่าจะปิดบริการ จำกัด หรือใช้ต่อข้อ 3.3.3.4
- ตอนเลือกและทำสัญญาถามเรื่องที่ตั้ง ผู้เข้าถึง กุญแจ สำรอง ผู้ให้บริการช่วง และแบ่งความรับผิดชอบ ทำข้อตกลงผู้ประมวลผลข้อ 5.1.3–5.1.5
- ตั้งค่าและแจกสิทธิบัญชีรายคน MFA ปิดแชร์สาธารณะ และเตรียมวิธียกเลิกเซสชันเมื่อมือถือหายข้อ 5.1.1
- ระหว่างใช้งานทบทวนผู้ให้บริการเมื่อมีการแจ้งเปลี่ยนที่เก็บ ผู้ให้บริการช่วง หรือมาตรการสำคัญข้อ 5.1.7
- ตอนเลิกหรือเปลี่ยนผู้ให้บริการส่งออกภาพและค่าตั้ง เพิกถอนสิทธิ กุญแจ ลบสำเนาและข้อมูลสำรอง และขอหลักฐานการลบข้อ 5.1.6 · 5.1.8
ตัวอย่างสมมติ: ร้านมีหกสาขา ติดกล้องที่ดูผ่านแอปของแบรนด์
สมมติว่าเจ้าของร้านติดกล้องแบรนด์หนึ่งหกสาขา ให้ผู้จัดการสาขาและเจ้าของดูผ่านแอป ภาพเก็บบนคลาวด์ของแบรนด์ และเจ้าของยังไม่เคยอ่านเงื่อนไขบริการ จะเริ่มตรวจจากตรงไหน
- ขอเอกสารบริการจากแบรนด์ แล้วตอบแปดข้อของข้อ 3.3.3.4 ถ้าตอบข้อไหนไม่ได้ ให้ถามผู้ขายเป็นลายลักษณ์อักษร
- ดูว่าปิดการเชื่อมต่อผ่านบริการของแบรนด์ได้หรือไม่ ถ้าปิดไม่ได้และไม่รู้ที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์ ให้พิจารณาว่ากล้องจุดไหนควรย้ายไปเก็บในเครื่องในร้านก่อน
- แยกบัญชีรายคน ปิดบัญชีกลางที่ช่างตั้งไว้ และเปิด MFA ถ้ารองรับ
- ทำรายการว่าใครในแบรนด์หรือผู้ให้บริการช่วงเข้าดูภาพได้ ถ้าเข้าได้ ให้มีข้อตกลงตามมาตรา 40 และดูเรื่องมาตรา 28 ถ้าเซิร์ฟเวอร์หรือทีมซัพพอร์ตอยู่นอกไทย
- บันทึกวิธีเลิกใช้ ส่งออกภาพ ลบข้อมูล และเพิกถอนสิทธิ ก่อนที่จะมีสาขาที่เจ็ด
ถ้าร้านเป็นเอกชนทั่วไปที่ไม่ใช่หน่วยงานตามนิยามของประกาศคลาวด์ ก็ไม่ต้องทำรายงานตามข้อ 6 ของประกาศนั้น แต่รายการข้างต้นยังเป็นคำถามที่ควรถามอยู่ดี เพราะภาพหน้าลูกค้าและพนักงานคือข้อมูลส่วนบุคคลตาม PDPA
คำถามที่พบบ่อย
แนวปฏิบัติ สกมช. ห้ามใช้ P2P หรือคลาวด์ของผู้ผลิตหรือไม่?
ไม่ห้าม ข้อ 3.3.3.4 บอกว่าควรกำกับเหมือนช่องทางเข้าจากระยะไกลอื่น และไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัยจากชื่อเทคโนโลยี ให้ตอบแปดข้อก่อนเปิดใช้ แนวปฏิบัติเล่มนี้ไม่มีสภาพบังคับ
เก็บภาพบนเซิร์ฟเวอร์ในไทยก็พอแล้วใช่ไหม?
ยังไม่พอ ข้อ 5.1.3 บอกว่าการเก็บในไทยอย่างเดียวไม่ควรถูกตีความว่าปลอดภัยหรือมีอธิปไตยข้อมูลโดยอัตโนมัติ ถ้าการบริหาร การสนับสนุน หรือกุญแจยังอยู่ที่อื่นโดยไม่มีมาตรการควบคุม ต้องถามเรื่องผู้เข้าถึงเพื่อบริหาร ผู้ให้บริการช่วง และผู้คุมกุญแจต่อ
ประกาศ กมช. มาตรฐานคลาวด์ 2567 บังคับร้านค้าหรือคอนโดทั่วไปหรือไม่?
ตามนิยามในข้อ 3 ประกาศใช้กับหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานควบคุมหรือกำกับดูแล และหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ เอกชนทั่วไปจึงไม่ถูกผูกโดยตรง แต่ถ้าเป็นผู้ให้บริการหรือคู่สัญญาของหน่วยงานเหล่านั้น สัญญาอาจพาข้อกำหนดมาถึง ควรตรวจกับตัวประกาศ
ผู้ให้บริการแจ้งว่าจะย้ายเซิร์ฟเวอร์ไปประเทศอื่น ต้องทำอะไร?
ข้อ 5.1.7 ให้พิจารณากำหนดให้ผู้ให้บริการแจ้งการเปลี่ยนที่จัดเก็บหรือประมวลผล เมื่อได้รับแจ้ง ให้ประเมินใหม่ตามข้อ 5.1.3 และถ้าปลายทางอยู่นอกไทย ต้องไล่ตรวจมาตรา 28 ใหม่ ควรเขียนสิทธิยกเลิกและขอคืนข้อมูลไว้ในสัญญาตั้งแต่แรก
ลบภาพบนคลาวด์แล้ว จะแน่ใจได้อย่างไรว่าหายหมด?
ข้อ 5.1.6 ให้ถามว่าการลบครอบคลุมข้อมูลหลัก ข้อมูลสำรอง สำเนา แคช ไฟล์ที่ส่งออก และบันทึกหรือข้อมูลกำกับหรือไม่ แล้วขอหลักฐานการลบตามระดับความเสี่ยง และกำหนดระยะเวลาลบในสัญญา ไม่ใช่ใช้ตัวเลขเดียวกับทุกบริการ
ตัวบทและแหล่งอ้างอิง
- แนวปฏิบัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดสำหรับประเทศไทย (TCSG) ฉบับ 1.0.0 สกมช. 2569 (แนวปฏิบัติ ไม่ใช่กฎหมาย) — ข้อ 3.3.3.4 · ข้อ 5.1 · บทที่ 5
- ประกาศ กมช. เรื่อง มาตรฐานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระบบคลาวด์ พ.ศ. 2567 — ข้อ 2 · 3 · 4 · 5
- พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 — มาตรา 28
ตัวบทที่ยกมาในกรอบ "ตัวบท" คัดคำต่อคำจากคลังกฎหมายของ AIPDPA ซึ่งถอดจากราชกิจจานุเบกษาและเอกสารของหน่วยงานรัฐ แล้วระบบตรวจทุกครั้งที่แก้บทความว่าตรงกับคลังทุกตัวอักษร · บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง

