ภาพคู่เปรียบเทียบ ตู้เหล็กเก็บเอกสารที่ล็อกเรียบร้อย กับลิ้นชักที่เปิดค้างและมีกระดาษกระจัดกระจาย
แนวปฏิบัติ PDPA

ก่อนเซ็นจ้างผู้ให้บริการที่แตะข้อมูลลูกค้า ต้องเช็กอะไร

สัญญาที่ผู้ให้บริการส่งมามักเขียนไว้ป้องกันฝั่งเขา บทความนี้ไล่ว่า PDPA มาตรา 40 ประกาศมาตรการความมั่นคงปลอดภัย 2565 และประกาศแจ้งเหตุละเมิด 2565 สั่งให้สัญญามีอะไร และควรถามอะไรก่อนลงชื่อ

เผยแพร่ อ่าน 15 นาทีโดย
สรุปสั้น

การเช็กผู้ให้บริการก่อนเซ็นสัญญา คือการดูว่าผู้ที่จะแตะข้อมูลลูกค้าแทนเราเป็นผู้ประมวลผลจริงไหม มาตรการความปลอดภัยถึงขั้นต่ำของประกาศปี 2565 หรือเปล่า และสัญญาให้แจ้งเหตุรั่วภายใน 72 ชั่วโมงแล้วหรือยัง เหมาะกับ DPO ฝ่ายจัดซื้อ และฝ่ายกฎหมาย

  • PDPA มาตรา 40 วรรคสาม ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องทำข้อตกลงกับผู้ประมวลผลทุกราย หน้าที่นี้อยู่ที่เรา ไม่ใช่ที่ผู้ให้บริการ
  • ประกาศมาตรการความมั่นคงปลอดภัย 2565 ข้อ 6 ให้มาตรการของผู้ให้บริการเป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำในข้อ 4
  • ประกาศแจ้งเหตุละเมิด 2565 ข้อ 8 ให้ระบุในสัญญาว่าผู้ให้บริการต้องแจ้งเหตุรั่วภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ตนทราบ
  • สัญญาเรียกใครว่าผู้ประมวลผลไม่ได้ชี้ขาด TDPG 4.0 ให้ดูข้อเท็จจริงว่าใครกำหนดวัตถุประสงค์ของการใช้ข้อมูล
  • ผู้ให้บริการที่ไม่ทำตามมาตรา 40 โดยไม่มีเหตุอันควร มีโทษปรับทางปกครองไม่เกิน 3 ล้านบาทตามมาตรา 86

แทบไม่มีบริษัทไหนประมวลผลข้อมูลลูกค้าเองทั้งหมด ระบบ CRM อยู่บนคลาวด์ คอลเซ็นเตอร์จ้างข้างนอก เงินเดือนให้สำนักงานบัญชีทำ จดหมายแจ้งลูกค้าส่งโรงพิมพ์ ทุกรายที่ได้ข้อมูลไปจากเราเป็นอีกจุดที่ข้อมูลอาจรั่วได้ แต่เมื่อเกิดเรื่อง คนที่ต้องตอบสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ยังเป็นเรา

สัญญาจ้างส่วนใหญ่มาจากฝ่ายขายของผู้ให้บริการ ฝ่ายจัดซื้ออ่านเรื่องราคากับระยะเวลา ส่วนเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลมักมีอยู่ย่อหน้าเดียวว่า "คู่สัญญาจะปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง" ประโยคแบบนี้ไม่ได้ตอบสิ่งที่ประกาศของคณะกรรมการสองฉบับสั่งให้เขียนไว้

ด้านล่างเรียงตามลำดับที่ควรทำจริง ดูก่อนว่าผู้ให้บริการเป็นผู้ประมวลผลข้อมูลหรือไม่ แล้วดูว่ากฎหมายบังคับให้สัญญามีอะไร จากนั้นเป็นแบบสอบถาม 10 ข้อที่ผูกกับตัวบททุกข้อ และเส้นตายเมื่อข้อมูลรั่วที่ฝั่งผู้ให้บริการ

ผู้ให้บริการรายนี้เป็นผู้ประมวลผลข้อมูล หรือเป็นผู้ควบคุมข้อมูลอีกราย?

ให้ดูว่าใครตัดสินใจว่าจะเก็บข้อมูลอะไร เอาไปทำอะไร และทำอย่างไร ถ้าเราเป็นคนตัดสินใจและผู้ให้บริการทำตามคำสั่ง เขาคือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ถ้าเขาเอาข้อมูลไปใช้เพื่อธุรกิจของตัวเองด้วย เขาเป็นผู้ควบคุมข้อมูลอีกรายหรือผู้ควบคุมร่วม และสัญญาต้องเขียนอีกแบบ

แนวปฏิบัติ TDPG 4.0 ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติของภาคเอกชน ไม่ใช่กฎหมาย และไม่ผูกพันเท่า พ.ร.บ. วางหลักข้อนี้ไว้ชัดว่าชื่อที่สัญญาใช้เรียกคู่สัญญาไม่ใช่ตัวตัดสิน

B28 การพิจารณาว่าผู้ให้บริการ (Service Provider) มีสถานะเป็นผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Data Processor) หรือไม่นั้น ไม่สามารถพิจารณาจากชื่อเรียกหรือรูปแบบสัญญาเพียงอย่างเดียว แม้สัญญาจะระบุให้ผู้ให้บริการเป็นผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Data Processor) แต่การกำหนดดังกล่าวในสัญญาก็ไม่มีผลชี้ขาดสถานะที่แท้จริง ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ข้อเท็จจริงเป็นหลัก
ตัวบท แนวปฏิบัติการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล TDPG 4.0 · B28 (แนวปฏิบัติ ไม่ใช่กฎหมาย)TDPG 4.0 เป็นแนวปฏิบัติ ใช้ประกอบการตีความ ไม่มีสภาพบังคับอย่างพระราชบัญญัติ

ข้อนี้มีผลตอนเซ็นมากกว่าที่คิด สัญญาสำเร็จรูปหลายฉบับเขียนว่าผู้ให้บริการเป็น "ผู้ประมวลผล" ไว้ข้อหนึ่ง แต่อีกข้อหนึ่งให้เขาใช้ข้อมูลเพื่อ "พัฒนาบริการ" หรือ "วิเคราะห์ทางการตลาด" ได้ ข้อหลังคือการตั้งวัตถุประสงค์ของเขาเอง ซึ่งตามหลักใน TDPG 4.0 อาจทำให้บทบาทเปลี่ยนไป

ตัวอย่างที่ TDPG 4.0 ยกไว้

ตัวอย่างใน TDPG 4.0 ส่วนใหญ่มาจากแนวทางของยุโรป เอามาเทียบกับผู้ให้บริการของเราได้ตรง ๆ ข้างล่างสรุปห้ากรณีที่ใกล้กับงานจ้างของบริษัทไทยที่สุด

โรงพิมพ์พิมพ์ชื่อและที่อยู่สมาชิกลงบัตรเชิญให้ยิมผู้ประมวลผล

ยิมกำหนดทั้งวัตถุประสงค์และวิธีการ โรงพิมพ์ทำตามคำสั่ง ไม่มีอำนาจตัดสินใจเอง

บริษัทรักษาความปลอดภัยบันทึกภาพกล้องวงจรปิดให้ลูกค้าผู้ประมวลผล

ลูกค้ากำหนดว่าจะบันทึกที่ไหน เมื่อไร และนานแค่ไหน บริษัทไม่มีดุลพินิจเรื่องวัตถุประสงค์

คลาวด์แบบมาตรฐานที่ลูกค้าปรับแต่งแทบไม่ได้ผู้ประมวลผล

ผู้ให้บริการเก็บข้อมูลในนามลูกค้าตามคำสั่ง ไม่ได้ใช้ข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์ของตัวเอง

เอเจนซีการตลาดที่สัญญาเรียกว่าผู้ประมวลผล แต่เอาฐานลูกค้าไปโปรโมตสินค้าของลูกค้ารายอื่นกลายเป็นผู้ควบคุม

การเพิ่มวัตถุประสงค์ของตัวเองทำให้เอเจนซีเป็นผู้ควบคุมข้อมูลสำหรับการใช้ส่วนนั้น แม้สัญญาจะเขียนไว้อย่างไร

บริษัทจัดหางานที่ค้นผู้สมัครจากฐานข้อมูลของตัวเองด้วยผู้ควบคุมร่วม

สัญญาเขียนว่าเป็นผู้ประมวลผล แต่ TDPG 4.0 เห็นว่าควรถือเป็นผู้ควบคุมร่วมกับบริษัทที่ว่าจ้าง

กฎหมายบังคับให้สัญญากับผู้ประมวลผลต้องมีอะไร?

อย่างน้อยสามเรื่อง ต้องมีข้อตกลง ข้อตกลงต้องกำหนดมาตรการความปลอดภัยไม่ต่ำกว่าขั้นต่ำ และต้องกำหนดหน้าที่แจ้งเหตุรั่วภายใน 72 ชั่วโมง เรื่องแรกมาจาก พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 โดยตรง

การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดให้มีข้อตกลงระหว่างกัน เพื่อควบคุมการดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
ตัวบท พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 · มาตรา 40 วรรคสาม

มาตรา 40 วรรคสามวางหน้าที่ไว้ที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ถ้าไม่มีข้อตกลง คนที่ขาดหน้าที่คือฝั่งเรา ส่วนเนื้อหาของข้อตกลง ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 ข้อ 6 กำหนดต่อไว้

ในการจัดให้มีข้อตกลงระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลและผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลพิจารณากำหนดให้ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ รวมทั้งแจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้น โดยมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยดังกล่าว จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำตามข้อ 4
ตัวบท ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 · ข้อ 6

ต้นข้อ 6 ใช้คำว่า "พิจารณากำหนด" อ่านแล้วเหมือนเลือกได้ แต่ท้ายข้อเดียวกันใช้คำว่ามาตรการนั้น "จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำตามข้อ 4" ทางที่ปลอดภัยคือถือว่ามาตรการของผู้ให้บริการต้องไม่ต่ำกว่าที่เราเองต้องมี และเขียนเป็นภาคผนวกแนบสัญญา

เรื่องที่สามอยู่ในประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 ข้อ 8 ซึ่งพูดถึงสัญญากับผู้ประมวลผลไว้ตรง ๆ

ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องระบุไว้ในข้อตกลงหรือในสัญญาที่เกี่ยวข้องให้ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ชักช้าภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงนับแต่ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลทราบเหตุเท่าที่จะสามารถกระทำได้เช่นกัน
ตัวบท ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 · ข้อ 8
สิ่งที่ต้องอยู่ในสัญญากับผู้ประมวลผล และที่มาของแต่ละข้อ
เรื่องที่มาเขียนในสัญญาอย่างไร
มีข้อตกลงควบคุมการทำงานของผู้ประมวลผลPDPA มาตรา 40 วรรคสามระบุขอบเขตงาน ประเภทข้อมูล และให้ทำตามคำสั่งที่เป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น
ทำตามคำสั่งของผู้ควบคุมเท่านั้นPDPA มาตรา 40 (1)ห้ามใช้ข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์ของผู้ให้บริการเอง และให้แจ้งเราถ้าเห็นว่าคำสั่งขัดกฎหมาย
มาตรการความปลอดภัยไม่ต่ำกว่าขั้นต่ำประกาศมาตรการความมั่นคงปลอดภัย 2565 ข้อ 6 และข้อ 4แนบภาคผนวกมาตรการ แยกตามข้อ 4 (1) ถึง (7)
แจ้งเหตุรั่วภายใน 72 ชั่วโมงประกาศแจ้งเหตุละเมิด 2565 ข้อ 8ระบุช่องทาง ชื่อผู้รับแจ้ง และข้อมูลที่ต้องส่งมาพร้อมการแจ้ง
ผู้ให้บริการมีบันทึกรายการประมวลผลของตัวเองPDPA มาตรา 40 (3) (กิจการขนาดเล็กอาจได้รับยกเว้นตามวรรคท้าย)ให้สิทธิขอดูส่วนที่เกี่ยวกับงานของเรา

ถ้าผู้ให้บริการใช้ข้อมูลเกินคำสั่ง ใครต้องรับผิด?

ผู้ให้บริการรับผิดในส่วนที่ทำเกินคำสั่ง เพราะมาตรา 40 วรรคสองถือว่าเขาเป็นผู้ควบคุมข้อมูลสำหรับส่วนนั้น แต่ไม่ได้แปลว่าเราหลุดจากหน้าที่ของตัวเอง

ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งไม่ปฏิบัติตาม (1) สำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลใด ให้ถือว่าผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น
ตัวบท พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 · มาตรา 40 วรรคสอง

ผู้ให้บริการที่ไม่ทำตามมาตรา 40 ยังมีโทษปรับทางปกครองของตัวเองตามมาตรา 86 ข้อนี้ใช้ต่อรองได้ เพราะผู้ให้บริการที่รู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงโดยตรงมักยอมให้รายละเอียดมาตรการมากขึ้น

ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 40 โดยไม่มีเหตุอันควร หรือส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่เป็นไปตามมาตรา 29 วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 37 (5) ซึ่งได้นำมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามมาตรา 38 วรรคสอง ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินสามล้านบาท
ตัวบท พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 · มาตรา 86

ฝั่งผู้ควบคุมข้อมูลมีหน้าที่ตามมาตรา 37 (2) ซึ่งใช้ทุกครั้งที่ส่งข้อมูลให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูล ผู้ประมวลผลก็อยู่ในกลุ่มนี้

(2) ในกรณีที่ต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้ผู้นั้นใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ
ตัวบท พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 · มาตรา 37 (2)

อ่านมาตรา 37 (2) คู่กับมาตรา 40 แล้ว ผลในทางปฏิบัติคือ ถ้าเราส่งข้อมูลไปโดยไม่ได้เช็กอะไรเลย แล้วผู้ให้บริการเอาไปใช้ผิด เราจะอธิบายได้ยากว่าได้ "ดำเนินการเพื่อป้องกัน" แล้ว แบบสอบถามที่ผู้ให้บริการตอบเป็นหนังสือก่อนเซ็นจึงเป็นทั้งเครื่องมือลดความเสี่ยงและหลักฐานของเราเอง

ก่อนเซ็น ควรถามผู้ให้บริการอะไรบ้าง?

ให้ส่งคำถามเป็นลายลักษณ์อักษรและเก็บคำตอบไว้กับสัญญา แปดข้อแรกในตารางผูกกับประกาศมาตรการความมั่นคงปลอดภัย 2565 ข้อ 4 ทีละข้อ อีกสองข้อเป็นแนวปฏิบัติที่ดี ซึ่งประกาศไม่ได้กำหนดเป็นรายข้อไว้

แบบสอบถามผู้ให้บริการ 10 ข้อ เทียบกับประกาศมาตรการความมั่นคงปลอดภัย 2565
คำถามผูกกับคำตอบที่ควรระวัง
ใครในบริษัทของคุณเข้าถึงข้อมูลของเราได้ และให้สิทธิอย่างไรข้อ 4 (6) (ก) ให้สิทธิเท่าที่จำเป็นทีมงานทุกคนเข้าได้เพื่อความสะดวก
พนักงานลาออกหรือย้ายงาน ถอนสิทธิภายในกี่วัน ทบทวนสิทธิบ่อยแค่ไหนข้อ 4 (6) (ข)ไม่มีรอบทบทวนสิทธิ
มีข้อห้ามพนักงานคัดลอกข้อมูลออกนอกระบบหรือไม่ข้อ 4 (6) (ค)ไม่มีนโยบายเป็นลายลักษณ์อักษร
ระบบเก็บประวัติการเข้าถึง แก้ไข และลบข้อมูลไหม เราขอดูได้หรือเปล่าข้อ 4 (6) (ง)มีแต่ให้ลูกค้าดูไม่ได้
มาตรการครอบคลุมเอกสารกระดาษด้วยหรือไม่ข้อ 4 (1)ดูแลเฉพาะในระบบ
ป้องกันกี่ชั้น ทั้งเซิร์ฟเวอร์ เครื่องลูกข่าย เครือข่าย และแอปพลิเคชันข้อ 4 (5) หลักป้องกันเชิงลึกพึ่งไฟร์วอลล์ตัวเดียว
มีขั้นตอนรับมือเหตุและกู้ระบบไหม ซ้อมครั้งล่าสุดเมื่อไรข้อ 4 (3)มีแผนแต่ไม่เคยซ้อม
อบรมพนักงานเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลบ่อยแค่ไหนข้อ 4 (7)อบรมครั้งเดียวตอนเข้างาน
จ้างช่วงให้บริษัทอื่นหรือไม่ บริษัทนั้นอยู่ประเทศใดแนวปฏิบัติที่ดี ประกอบมาตรา 37 (2)ไม่ยอมบอกรายชื่อผู้รับจ้างช่วง
จบสัญญาแล้วคืนหรือลบข้อมูลอย่างไร มีหนังสือยืนยันไหมแนวปฏิบัติที่ดี ประกอบมาตรา 37 (2)ลบตามรอบปกติของระบบ

คำถามข้อที่สี่อย่ามองข้าม เพราะเมื่อเกิดเหตุ ประวัติการเข้าถึงคือสิ่งเดียวที่บอกได้ว่าข้อมูลของใครหลุดไปบ้าง ประกาศใช้คำว่า audit trails ไว้แบบนี้

(ง) การจัดให้มีวิธีการเพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังเกี่ยวกับการเข้าถึง เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือลบข้อมูลส่วนบุคคล (audit trails) ที่เหมาะสมกับวิธีการและสื่อที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
ตัวบท ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 · ข้อ 4 (6) (ง)

TDPG 4.0 ยังวางแนวไว้อีกข้อหนึ่งที่ใส่ในสัญญาได้ดี คือให้ผู้ประมวลผลบอกเราเมื่อมีวิธีที่ปลอดภัยกว่า ข้อนี้เป็นแนวปฏิบัติ ไม่ใช่หน้าที่ตามกฎหมาย แต่ถ้าเขียนไว้ในสัญญาก็จะกลายเป็นหน้าที่ตามสัญญา

[การเสนอทางเลือกด้านความมั่นคงปลอดภัย] ผู้ประมวลผลมีหน้าที่แจ้งผู้ควบคุมข้อมูลในกรณีที่เห็นว่ามีทางเลือกในการประมวลผลที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูงกว่า เพื่อให้ผู้ควบคุมข้อมูลทราบถึงทางเลือกดังกล่าว
ตัวบท แนวปฏิบัติการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล TDPG 4.0 · B16 (แนวปฏิบัติ ไม่ใช่กฎหมาย)

ข้อมูลรั่วที่ฝั่งผู้ให้บริการ เส้นตายนับอย่างไร?

มีสองช่วงต่อกัน ช่วงแรกผู้ให้บริการต้องแจ้งเราภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่เขาทราบเหตุ ตามที่สัญญาต้องเขียนไว้ตามข้อ 8 ช่วงที่สองเราต้องแจ้ง สคส. ภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่เราทราบเหตุตามมาตรา 37 (4) เว้นแต่เหตุนั้นไม่มีความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล

  1. ผู้ให้บริการพบเหตุ
    เริ่มนับ 72 ชั่วโมงของผู้ให้บริการ ต้องแจ้งเราโดยไม่ชักช้าประกาศแจ้งเหตุ 2565 ข้อ 8
  2. เราได้รับแจ้ง
    ตรวจข้อเท็จจริงเบื้องต้น ถ้าเสี่ยงสูงให้สั่งผู้ให้บริการระงับหรือแก้ไขทันทีเท่าที่ทำได้ประกาศแจ้งเหตุ 2565 ข้อ 5 (1) (2)
  3. ภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่เราทราบ
    แจ้ง สคส. เว้นแต่ไม่มีความเสี่ยง ถ้าเสี่ยงสูงต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลพร้อมแนวทางเยียวยาด้วยPDPA มาตรา 37 (4)
  4. หลังปิดเหตุ
    ทบทวนมาตรการความปลอดภัย รวมถึงมาตรการที่กำหนดให้ผู้ให้บริการประกาศมาตรการ 2565 ข้อ 5 วรรคสอง

ส่วนรายละเอียดว่าหลังได้รับแจ้งต้องประเมินความเสี่ยงอย่างไร และเมื่อไรต้องแจ้งเจ้าของข้อมูล อ่านต่อได้ที่ ข้อมูลรั่ว ต้องทำอะไรบ้างใน 72 ชั่วโมงแรก

สัญญาสำเร็จรูปของผู้ให้บริการ มักขาดข้อไหน?

จากที่ไล่ตัวบทมา จุดที่ควรตรวจในสัญญาของผู้ให้บริการมีเจ็ดจุด ทุกจุดเป็นเรื่องที่แก้ได้ตอนเจรจา แต่แก้ยากมากหลังเกิดเหตุ

  1. ไม่มีภาคผนวกมาตรการความปลอดภัย มีแต่คำว่า "ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม" ซึ่งเทียบกับข้อ 4 ของประกาศ 2565 ไม่ได้
  2. ให้ผู้ให้บริการใช้ข้อมูล "เพื่อปรับปรุงบริการ" โดยไม่จำกัดขอบเขต ซึ่งอาจทำให้บทบาทของเขาเปลี่ยนตามหลัก TDPG 4.0 ข้อ B28
  3. เขียนหน้าที่แจ้งเหตุว่า "ภายในเวลาอันสมควร" แทนการระบุ 72 ชั่วโมงตามข้อ 8 ของประกาศแจ้งเหตุ
  4. ไม่พูดถึงผู้รับจ้างช่วง ทั้งที่ข้อมูลอาจไปอยู่กับบริษัทที่สามหรืออยู่นอกประเทศ
  5. ไม่ให้สิทธิขอตรวจหรือขอหลักฐาน เราจึงพิสูจน์ได้ยากว่าทำตามมาตรา 37 (2) แล้ว
  6. ไม่กำหนดการคืนหรือลบข้อมูลเมื่อสัญญาจบ
  7. จำกัดความรับผิดของผู้ให้บริการไว้ต่ำมากสำหรับเหตุข้อมูลรั่ว โดยที่เรายังไม่ได้ประเมินว่ารับได้หรือไม่

ถ้าผู้ให้บริการส่งข้อมูลต่อไปต่างประเทศ ต้องดูเงื่อนไขการส่งข้อมูลออกนอกราชอาณาจักรเพิ่ม ดู ข้อมูลออกนอกไทยเมื่อไร ต้องผ่านมาตรา 28 ทีละขั้น และถ้าข้อมูลที่ส่งให้คู่ค้าเป็นความลับทางธุรกิจด้วย ดู NDA ที่ปกป้องความลับได้จริง

บริษัทที่มีผู้ให้บริการหลายราย ควรใส่แต่ละรายลงในบันทึกรายการประมวลผล (RoPA) พร้อมผลการเช็กและวันที่ทบทวนครั้งถัดไป AIPDPA มีทะเบียน RoPA ที่พิมพ์รายงานตามมาตรา 39 ได้ และมีเอกสารพร้อมใช้ภาษาไทยและอังกฤษ 40 แบบ ไว้ตั้งต้นทำสัญญาฝั่งเรา ดูหลักเพิ่มเติมได้ที่คู่มือ สัญญาผู้ประมวลผลข้อมูล และ มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย

คำถามที่พบบ่อย

ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ไม่ยอมแก้สัญญาให้ ทำอย่างไร?

TDPG 4.0 ยกตัวอย่างคลาวด์แบบมาตรฐานที่ลูกค้าปรับบริการได้น้อย และยังถือว่าผู้ให้บริการเป็นผู้ประมวลผล เพราะเก็บข้อมูลตามคำสั่งลูกค้า เมื่อแก้สัญญาไม่ได้ ให้อ่านข้อตกลงด้านข้อมูลที่เขามีอยู่แล้ว เทียบกับมาตรา 40 ประกาศมาตรการ 2565 ข้อ 6 และประกาศแจ้งเหตุ 2565 ข้อ 8 ถ้าขาดเรื่องใด ให้บันทึกการประเมินและมาตรการชดเชยฝั่งเราไว้

ผู้ให้บริการเป็นกิจการเล็ก ต้องทำบันทึกรายการประมวลผลไหม?

มาตรา 40 วรรคท้ายเปิดให้ยกเว้นหน้าที่ตาม (3) แก่ผู้ประมวลผลที่เป็นกิจการขนาดเล็กตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศ แต่ไม่ยกเว้นถ้าการประมวลผลมีความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูล ไม่ได้ทำเป็นครั้งคราว หรือเกี่ยวกับข้อมูลตามมาตรา 26

ถ้าข้อมูลรั่วที่ผู้ให้บริการ เขาต้องแจ้ง สคส. เองหรือไม่?

หน้าที่แจ้ง สคส. ตามมาตรา 37 (4) เป็นของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล TDPG 4.0 ข้อ B17 ระบุว่าผู้ประมวลผลไม่มีหน้าที่แจ้งผู้กำกับดูแลหรือเจ้าของข้อมูล เว้นแต่ผู้ควบคุมมอบหมายไว้ในสัญญา ส่วนหน้าที่แจ้งเราภายใน 72 ชั่วโมงต้องเขียนไว้ในสัญญาตามประกาศแจ้งเหตุ 2565 ข้อ 8

ใบรับรองมาตรฐานความปลอดภัยใช้แทนแบบสอบถามได้ไหม?

ใช้ประกอบได้ เพราะประกาศมาตรการ 2565 ข้อ 4 (4) ให้คำนึงถึงมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับของกิจการประเภทเดียวกัน แต่ควรถามเพิ่มว่าระบบที่ใช้กับข้อมูลของเราอยู่ในขอบเขตที่ได้รับการตรวจหรือไม่ และขอคำตอบเรื่องการถอนสิทธิ ประวัติการเข้าถึง และการแจ้งเหตุเป็นหนังสือ

สัญญาเก่าที่ทำไว้หลายปีไม่มีข้อเหล่านี้ ต้องทำอย่างไร?

ทำบันทึกแนบท้ายสัญญาเพิ่มข้อตกลงตามมาตรา 40 ภาคผนวกมาตรการตามข้อ 4 และหน้าที่แจ้งเหตุ 72 ชั่วโมงตามข้อ 8 ถ้ามีผู้ให้บริการหลายราย ให้เริ่มจากรายที่ถือข้อมูลมากที่สุดหรือข้อมูลอ่อนไหวก่อน

ตัวบทและแหล่งอ้างอิง

  1. พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 — มาตรา 37 (2) · มาตรา 40 · มาตรา 86
  2. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 — ข้อ 4 · ข้อ 5 · ข้อ 6
  3. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 — ข้อ 5 · ข้อ 8
  4. แนวปฏิบัติการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล TDPG 4.0 — B15–B17 · B22–B28 (แนวปฏิบัติ ไม่ใช่กฎหมาย)

ตัวบทที่ยกมาในกรอบ "ตัวบท" คัดคำต่อคำจากคลังกฎหมายของ AIPDPA ซึ่งถอดจากราชกิจจานุเบกษาและเอกสารของหน่วยงานรัฐ แล้วระบบตรวจทุกครั้งที่แก้บทความว่าตรงกับคลังทุกตัวอักษร · บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง

ลงมือในระบบได้ที่

ภูวรา ครอบตะคุ

ใครรับผิดชอบเนื้อหานี้?

เรียบเรียงโดยทีมกฎหมาย AIPDPA · ผู้รับผิดชอบเนื้อหา ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ · เนติบัณฑิตไทย · ที่ปรึกษากฎหมายเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญา

ใบอนุญาตทนายความ 477/2558 · เนติบัณฑิตไทย · นิติศาสตรมหาบัณฑิต กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ (เหรียญทอง)

อ่านต่อ

ทำสัญญาประมวลผลข้อมูล (DPA) กับผู้ให้บริการภายนอกอย่างไรตามมาตรา 40?ใช้ผู้ให้บริการภายนอกประมวลผลข้อมูลแทน ต้องมีข้อตกลงตามมาตรา 40 PDPA ดูว่า DPA ควรมีข้อใดบ้าง และวิธีคุมผู้ประมวลผลให้ทำตามคำสั่งของคุณมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยขั้นต่ำตาม PDPA ต้องมีอะไรบ้าง?สรุปมาตรการความปลอดภัยขั้นต่ำที่ผู้ควบคุมข้อมูลต้องมีตามมาตรา 37 (1) และประกาศคณะกรรมการฯ พ.ศ. 2565 พร้อมขั้นตอนทำจริงและหลักฐานที่ควรเก็บแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลภายใน 72 ชั่วโมง ต้องทำอย่างไรข้อมูลรั่วต้องแจ้ง สคส. ภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุตามมาตรา 37 (4) ดูขั้นตอน สิ่งที่ต้องแจ้ง ช่องทางอีเมล และวิธีรับมือเมื่อแจ้งช้าข้อมูลรั่ว ต้องทำอะไรบ้างใน 72 ชั่วโมงแรกข้อมูลรั่วต้องทำอะไรใน 72 ชั่วโมงแรก ตาม PDPA ม.37(4) ประกาศแจ้งเหตุ 2565 ช่องทางอีเมลของ สคส. ปี 2568 พ.ร.บ.คอมฯ ม.26 และ พ.ร.บ.ไซเบอร์ฯ ม.57 พร้อมตารางเทียบเช็กลิสต์ความปลอดภัยฉบับเดียว ตอบทั้ง สคส. และ สกมช.เทียบประกาศมาตรการความปลอดภัย สคส. 2565 กับมาตรฐานขั้นต่ำและการจัดระดับ สกมช. 2566 จุดที่ตรงกัน จุดที่ต่าง และเช็กลิสต์รวมแยกระดับต่ำ กลาง สูงข้อมูลออกนอกไทยเมื่อไร ต้องผ่านมาตรา 28 ทีละขั้นใช้ SaaS ต่างประเทศ ทีมซัพพอร์ตนอกประเทศ หรือส่งรายงานให้สำนักงานใหญ่ เมื่อไรเป็นการโอนข้อมูลตามมาตรา 28 และต้องใช้ฐานไหน ไล่ตามลำดับ มาตรา 28 → 29 → ข้อยกเว้นNDA ที่ปกป้องความลับได้จริง ต้องมีอะไรบ้างNDA แบบไหนช่วยให้ข้อมูลยังเป็นความลับทางการค้าตามกฎหมาย มาตรการที่เหมาะสม ข้อห้ามวิศวกรรมย้อนกลับ อายุความ และข้อมูลลูกค้าตาม PDPA