ภาพจากกล้องวงจรปิดหลุด คือเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องแจ้ง สคส. ภายใน 72 ชั่วโมงแรกนับแต่ทราบเหตุเท่าที่ทำได้ ตามมาตรา 37 (4) เหมาะกับเจ้าของกิจการ ผู้ดูแลอาคาร และฝ่ายไอที ได้ลำดับขั้นของ สกมช. ซึ่งเป็นข้อเสนอแนะ วางคู่กับเส้นตายตามกฎหมาย
- เส้นตาย 72 ชั่วโมงตาม พ.ร.บ. มาตรา 37 (4) นับแต่ทราบเหตุ เท่าที่ทำได้ ไม่ใช่นับแต่เหตุเกิด
- แนวปฏิบัติ สกมช. ข้อ 2.3.4 ให้ลำดับ 7 ขั้น ตั้งแต่ตรวจพบจนป้องกันการเกิดซ้ำ แต่ไม่มีสภาพบังคับใช้
- เก็บ log และหลักฐานก่อนรีเซ็ตกล้องหรือเครื่องบันทึก ไม่เช่นนั้นจะประเมินเหตุไม่ได้
- แจ้งล่าช้าได้เฉพาะมีเหตุจำเป็น ต้องชี้แจง สคส. โดยเร็วและไม่เกิน 15 วัน (ประกาศ 2565 ข้อ 7)
- ตัวอย่างประเมินความเสี่ยงของ สคส. ทั้ง 10 ข้อ ไม่มีกรณีภาพจากกล้อง ห้ามอ้างว่า สคส. ตอบเรื่องนี้แล้ว
สมมติว่าคลิปจากกล้องหน้าลิฟต์ของคอนโดแห่งหนึ่งไปโผล่ในกลุ่มเฟซบุ๊กของลูกบ้าน ผู้จัดการอาคารรู้เรื่องตอนบ่ายวันศุกร์ จากข้อความของลูกบ้านคนหนึ่ง (เหตุการณ์สมมติ) คำถามแรกที่ทุกคนถามคือ ใครปล่อยคลิปออกไป และต้องแจ้งใครบ้าง
บทความนี้ตอบเฉพาะส่วนที่เกิดหลังภาพหลุดหรือระบบกล้องถูกเจาะ ส่วนเรื่องป้ายแจ้ง ฐานทางกฎหมาย และการเก็บภาพกี่วัน อ่านได้ใน ติดกล้องวงจรปิดในออฟฟิศ ร้าน คอนโด ต้องทำอะไรตาม PDPA ส่วนขั้นตอนทั่วไปของเหตุข้อมูลรั่วทุกชนิดอยู่ใน ข้อมูลรั่ว ต้องทำอะไรบ้างใน 72 ชั่วโมงแรก
ที่มาของบทความคือแนวปฏิบัติความมั่นคงปลอดภัยระบบกล้องวงจรปิดของ สกมช. ฉบับ 1.0.0 (29 กันยายน 2569) ซึ่งมีลำดับขั้นจัดการเหตุละเมิดไว้ในข้อ 2.3.4 และข้อ 3.6 เราเอาลำดับนั้นมาวางคู่กับเส้นตายตามกฎหมายจริง คือ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มาตรา 37 (4) และประกาศ สคส. ปี 2565
ทั้งนี้ แนวปฏิบัติทั้งสองฉบับนี้เป็นเพียงข้อเสนอแนะเบื้องต้นให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่มีสภาพบังคับใช้ ไม่สามารถใช้แทนกฎหมาย ประกาศ หลักเกณฑ์ สัญญา หรือข้อกำหนดอื่นที่มีผลใช้บังคับ
ภาพจากกล้องหลุดแล้ว ถือเป็นเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่?
ถ้าภาพนั้นเห็นหน้าหรือระบุตัวคนได้ และภาพไปถึงคนที่ไม่มีสิทธิดู ส่วนใหญ่เข้าข่ายเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ประกาศ สคส. ปี 2565 ข้อ 4 แบ่งเหตุเป็นสามแบบ คือละเมิดความลับ ความถูกต้องครบถ้วน และความพร้อมใช้งาน ภาพหลุดคือแบบแรก
(1) การละเมิดความลับของข้อมูลส่วนบุคคล (Confidentiality Breach) ซึ่งมีการเข้าถึงหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ หรือเกิดจากข้อผิดพลาดบกพร่องหรืออุบัติเหตุ
ประกาศฉบับเดียวกันบอกว่าเหตุอาจมาจากตัวผู้ควบคุมข้อมูลเอง ผู้ประมวลผล พนักงาน ผู้รับจ้าง หรือตัวแทน ดังนั้นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ถ่ายหน้าจอส่งกลุ่มไลน์ กับแฮกเกอร์ที่เจาะเครื่องบันทึก เป็นเหตุละเมิดทั้งคู่ ต่างกันที่วิธีรับมือ
แนวปฏิบัติ สกมช. ข้อ 2.3.4 ให้รายการเหตุที่ควรนำมาประเมิน เราจัดว่าแต่ละเหตุเข้าแบบไหนของประกาศ สคส. ไว้ในตารางนี้ (การจัดหมวดเป็นของทีม AIPDPA เอง ไม่ใช่ของ สกมช. และไม่ใช่ของ สคส.)
| เหตุการณ์ | แบบการละเมิดที่เข้าข่าย (การจัดหมวดของเรา) | ข้อที่ควรถามต่อ |
|---|---|---|
| บุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตดูหรือเข้าถึงข้อมูลได้ | ความลับ | เข้าถึงได้นานเท่าไร ดูจริงหรือแค่เปิดช่องไว้ |
| ภาพหรือวิดีโอถูกส่งออก เปิดเผย หรือเผยแพร่ | ความลับ | ภาพไปถึงใคร เผยแพร่ในที่สาธารณะหรือไม่ |
| บัญชีผู้ใช้หรือผู้ดูแลระบบถูกบุกรุก | ความลับ และอาจรวมถึงความถูกต้องและความพร้อมใช้งาน | ผู้บุกรุกทำอะไรได้บ้าง แก้ค่าหรือลบภาพหรือไม่ |
| อุปกรณ์หรือสื่อบันทึกข้อมูลสูญหาย | ความลับ และอาจรวมถึงความพร้อมใช้งาน | ข้อมูลในเครื่องเข้ารหัสไว้หรือไม่ มีสำเนาอื่นหรือไม่ |
| ข้อมูลถูกลบ เปลี่ยนแปลง หรือเข้าถึงไม่ได้ | ความถูกต้อง หรือความพร้อมใช้งาน | มีข้อมูลสำรองหรือไม่ ช่วงเวลาที่หายคือวันไหน |
| ผู้ให้บริการภายนอกเกิดเหตุที่เกี่ยวกับข้อมูล CCTV ขององค์กร | ขึ้นกับเหตุ | สัญญาให้ผู้ให้บริการแจ้งเราภายในกี่ชั่วโมง |
ภาพที่ไม่มีทางระบุตัวบุคคลได้เลย เช่น กล้องส่องลานจอดรถว่างตอนกลางคืน ไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคล แต่ถ้ากล้องถูกเจาะ ก็ยังเป็นเหตุความมั่นคงปลอดภัยของระบบที่ต้องจัดการ และต้องตรวจให้แน่ว่าเครื่องบันทึกไม่ได้เก็บภาพช่วงอื่นที่เห็นหน้าคน
เส้นตาย 72 ชั่วโมงเริ่มนับเมื่อไร และต้องแจ้งใคร?
เริ่มนับแต่ผู้ควบคุมข้อมูลทราบเหตุ ไม่ใช่นับแต่เหตุเกิด มาตรา 37 (4) ให้แจ้ง สคส. โดยไม่ชักช้าภายใน 72 ชั่วโมงเท่าที่ทำได้ เว้นแต่เหตุนั้นไม่มีความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
(4) แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่สำนักงานโดยไม่ชักช้าภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุเท่าที่จะสามารถกระทำได้ เว้นแต่การละเมิดดังกล่าวไม่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ในกรณีที่การละเมิดมีความเสี่ยงสูงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ให้แจ้งเหตุการละเมิดให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบพร้อมกับแนวทางการเยียวยาโดยไม่ชักช้าด้วย ทั้งนี้ การแจ้งดังกล่าวและข้อยกเว้นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
ข้อ 5 ของประกาศ สคส. ปี 2565 วางลำดับไว้ชัด ได้รับแจ้งหรือทราบเองว่ามีหรือน่าจะมีเหตุ ก็ต้องรีบตรวจว่าน่าเชื่อถือแค่ไหน ถ้าเชื่อได้ว่าเกิดจริง จึงแจ้ง สคส. ภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ
(3) เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงตาม (1) แล้วเห็นว่า มีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลจริง ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลแจ้งเหตุการละเมิดแก่สำนักงานโดยไม่ชักช้าภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุเท่าที่จะสามารถกระทำได้ เว้นแต่การละเมิดดังกล่าวไม่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
ข้อความนี้ใช้คำว่า "นับแต่ทราบเหตุ" ส่วนจะนับจากตอนที่ได้รับแจ้งครั้งแรกหรือตอนที่ตรวจแล้วเชื่อได้ว่าเกิดจริง ตัวประกาศไม่ได้ขยายความไว้ตรง ๆ ทางที่ปลอดภัยคือจดเวลาตั้งแต่ได้รับแจ้งครั้งแรก แนวปฏิบัติ สกมช. ข้อ 3.6.3 ก็แนะนำให้บันทึกแหล่งที่มาของการแจ้งเหตุและเวลาที่ทราบเหตุไว้เหมือนกัน
เมื่อมีการตรวจพบและยืนยันเหตุการณ์ ควรมีการบันทึกแหล่งที่มาของการแจ้งเหตุและบันทึกเวลาที่ทราบเหตุ จากนั้นเริ่มกระบวนการตอบสนอง โดยควรสอดคล้องกับกระบวนการจัดการเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยขององค์กร และครอบคลุมอย่างน้อย 6 ขั้นตอนดังต่อไปนี้
แจ้งใคร เมื่อไร
| ผู้รับแจ้ง | เมื่อไร | เงื่อนไข | ที่มา |
|---|---|---|---|
| สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) | โดยไม่ชักช้าภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ เท่าที่ทำได้ | เว้นแต่ไม่มีความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล | พ.ร.บ. มาตรา 37 (4) · ประกาศ 2565 ข้อ 5 (3) |
| เจ้าของข้อมูลที่ถูกกระทบ | โดยไม่ชักช้า พร้อมแนวทางเยียวยา | เมื่อมีความเสี่ยงสูงต่อสิทธิและเสรีภาพ | พ.ร.บ. มาตรา 37 (4) · ประกาศ 2565 ข้อ 5 (4) |
| สคส. กรณีแจ้งล่าช้าเพราะมีเหตุจำเป็น | โดยเร็ว และไม่เกิน 15 วันนับแต่ทราบเหตุ | ต้องชี้แจงเหตุจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อขอให้พิจารณายกเว้นความผิดจากการแจ้งล่าช้า | ประกาศ 2565 ข้อ 7 |
| ผู้ควบคุมข้อมูล (ถ้าเราเป็นผู้ประมวลผล) | ภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ผู้ประมวลผลทราบเหตุ เท่าที่ทำได้ ตามที่ระบุในสัญญา | ผู้ควบคุมต้องใส่หน้าที่นี้ไว้ในสัญญา | ประกาศ 2565 ข้อ 8 |
ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นที่ทำให้แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลล่าช้ากว่าเจ็ดสิบสองชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ ไม่ว่าจะเกิดจากการตรวจสอบข้อมูลในเบื้องต้น การดำเนินการป้องกัน ระงับ หรือแก้ไขเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่จำเป็น หรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันไม่อาจก้าวล่วงได้ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอาจขอให้สำนักงานพิจารณายกเว้นความผิดจากการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลล่าช้าได้ โดยให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลชี้แจงเหตุผลความจำเป็นและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องเพื่อแสดงให้เห็นว่ามีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ที่ทำให้แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลล่าช้า โดยจะต้องแจ้งแก่สำนักงานโดยเร็ว ทั้งนี้ ต้องไม่เกินสิบห้าวันนับแต่ทราบเหตุ
เจ้าของกิจการหลายรายสงสัยว่ารู้เหตุตอนเย็นวันศุกร์ 72 ชั่วโมงนับรวมวันเสาร์อาทิตย์ไหม ตัวบทในมาตรา 37 (4) และประกาศ 2565 ใช้หน่วยเป็นชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ และไม่มีข้อความยกเว้นวันหยุด ให้ถือว่านับต่อเนื่อง
ช่องทางแจ้ง สคส. ตามประกาศ สคส. ปี 2568 ข้อ 2 คือไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ saraban@pdpc.or.th โดยระบุสาระสำคัญตามข้อ 6 ของประกาศ 2565 เท่าที่ทำได้ ได้แก่ ลักษณะและประเภทของเหตุ ผู้ประสานงานหรือ DPO ผลกระทบที่อาจเกิด และมาตรการที่ใช้หรือจะใช้
72 ชั่วโมงแรกของเหตุกล้องวงจรปิด ทำอะไรก่อนหลัง?
แนวปฏิบัติ สกมช. ข้อ 2.3.4 วางลำดับ 7 ขั้นสำหรับเหตุละเมิดของระบบกล้อง ตั้งแต่ตรวจพบจนถึงป้องกันการเกิดซ้ำ ขั้นตอนนี้ไม่ได้บังคับ แต่เรียงเข้ากับลำดับของประกาศ สคส. ข้อ 5 ได้พอดี
กระบวนการควรครอบคลุมขั้นตอนดังนี้ ตรวจพบ → จำกัดขอบเขตของเหตุ → ประเมินข้อมูลและผลกระทบ → เก็บรักษาหลักฐาน → แจ้งผู้รับผิดชอบ → ดำเนินการตามข้อกำหนดที่มีผลใช้บังคับ → แก้ไขและป้องกันการเกิดซ้ำ
ข้อ 3.6.3 ของแนวปฏิบัติเดียวกันแตกลำดับเป็น 6 ขั้นสำหรับงานช่าง คือ จำกัดและควบคุมเหตุ ประเมินเหตุ แก้ไขสาเหตุและช่องโหว่ กู้คืนระบบ รายงานและสื่อสาร และทบทวนปรับปรุง เรานำสองชุดมาเรียงกับเวลาจริงไว้ด้านล่าง
- ทันทีที่ทราบเหตุจดว่าใครแจ้ง แจ้งทางไหน และรู้เมื่อกี่โมง แล้วเปิดบันทึกเหตุหนึ่งรายการ เวลานี้คือจุดเริ่มของเส้นตายทุกข้อ ยังไม่ต้องรู้ว่าใครผิดหรือหลุดทางไหนประกาศ 2565 ข้อ 5 · แนวปฏิบัติ สกมช. ข้อ 3.6.3
- ชั่วโมงแรก ๆ (ข้อเสนอของเรา)จำกัดเหตุ ตัดเครื่องบันทึกหรือกล้องที่ต้องสงสัยออกจากอินเทอร์เน็ต ระงับบัญชีและสิทธิที่เกี่ยวข้อง ถอดลิงก์หรือสั่งลบคลิปที่โพสต์ในที่ที่เราสั่งได้ โดยยังไม่รีเซ็ตเครื่องประกาศ 2565 ข้อ 5 (2) · แนวปฏิบัติ สกมช. ข้อ 3.6.3
- ก่อนรีเซ็ตหรือแก้ไขอุปกรณ์ส่งออกบันทึกเหตุการณ์ (log) จดค่าตั้งปัจจุบัน และเก็บสำเนาคลิปที่หลุดไว้เป็นหลักฐาน ตามที่แนวปฏิบัติ สกมช. แนะให้เก็บหลักฐานก่อนรีเซ็ตแนวปฏิบัติ สกมช. ข้อ 3.6.3
- วันแรก (ข้อเสนอของเรา)ประเมินว่าระบบไหน กล้องตัวไหน ช่วงเวลาไหน มีข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวข้องหรือไม่ กี่คน และความเสี่ยงต่อสิทธิของเขาสูงหรือไม่ ใช้ปัจจัยตามข้อ 12 ของประกาศ 2565ประกาศ 2565 ข้อ 5 (1) · ข้อ 12
- ก่อนครบ 72 ชั่วโมงถ้าเชื่อได้ว่ามีการละเมิดจริงและไม่ใช่กรณีที่ไม่มีความเสี่ยง ให้แจ้ง สคส. ด้วยสาระตามข้อ 6 เท่าที่ทำได้ ถ้ายังหาข้อเท็จจริงไม่ครบก็แจ้งเท่าที่มี แล้วเติมภายหลังพ.ร.บ. มาตรา 37 (4) · ประกาศ 2565 ข้อ 5 (3) · ข้อ 6
- เมื่อเสี่ยงสูงแจ้งเจ้าของข้อมูลพร้อมแนวทางเยียวยา โดยไม่ชักช้า ดูตัวอย่างหนังสือใน หนังสือแจ้งเจ้าของข้อมูลพ.ร.บ. มาตรา 37 (4) · ประกาศ 2565 ข้อ 5 (4)
- ถ้าแจ้งไม่ทันรีบชี้แจงเหตุจำเป็นต่อ สคส. และไม่เกิน 15 วันนับแต่ทราบเหตุ เพื่อขอให้พิจารณายกเว้นความผิดจากการแจ้งล่าช้าประกาศ 2565 ข้อ 7
- หลังเหตุสงบแก้ช่องโหว่ เปลี่ยนรหัสและสิทธิ กู้คืนจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เฝ้าระวังเป็นพิเศษ แล้วทบทวนว่าเกิดซ้ำได้อีกไหมประกาศ 2565 ข้อ 5 (5) · แนวปฏิบัติ สกมช. ข้อ 3.6.3
ทำไมต้องเก็บหลักฐานก่อนกดรีเซ็ตกล้อง?
เพราะการรีเซ็ตเครื่องบันทึกหรือกล้องอาจล้างบันทึกเหตุการณ์ที่บอกว่าใครเข้ามา เมื่อไร และทำอะไรไว้ ถ้าไม่มีบันทึกนี้ จะประเมินไม่ได้ว่าภาพถูกดูหรือถูกดึงไปกี่คลิป และจะบอก สคส. ได้แค่ว่าไม่ทราบ
แนวปฏิบัติ สกมช. ข้อ 3.6.3 ระบุในขั้นประเมินเหตุว่าให้เก็บรักษาบันทึกเหตุการณ์และหลักฐานก่อนรีเซ็ตหรือแก้ไขอุปกรณ์ และในตารางมาตรการ ระดับ E และ H จัดเป็น "พึงปฏิบัติ" ส่วนระดับ B เป็น "ควรพิจารณา" (ระดับ B/E/H ในแนวปฏิบัติเป็นระดับความสำคัญของระบบที่เอกสารกำหนดเอง ไม่ใช่การจัดชั้นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ)
ข้อ 3.6.2 ของแนวปฏิบัติเดียวกันยกตัวอย่างสัญญาณผิดปกติที่ควรตรวจสอบ เช่น กล้องหรืออุปกรณ์เริ่มต้นใหม่โดยไม่มีเหตุผล และค่าตั้งระบบถูกเปลี่ยนโดยไม่ได้รับอนุญาต
กล้องหรืออุปกรณ์เริ่มต้นใหม่โดยไม่มีเหตุผล - ค่าตั้งระบบถูกเปลี่ยนโดยไม่ได้รับอนุญาต
สัญญาณพวกนี้ไม่ได้แปลว่าเกิดเหตุละเมิดทุกครั้ง แต่เป็นเหตุให้ตรวจ ตารางต่อไปนี้เป็นข้อเสนอของทีม AIPDPA ว่าเห็นสัญญาณแล้วควรเก็บอะไรก่อนลงมือแก้
| สัญญาณ | ควรเก็บก่อน | ถามตัวเองว่า |
|---|---|---|
| เข้าสู่ระบบไม่สำเร็จจำนวนมาก | log การเข้าสู่ระบบ เวลา และที่อยู่ไอพีที่เข้ามา | ครั้งสุดท้ายที่เข้าสำเร็จคือใคร เมื่อไร |
| มีบัญชีใหม่หรือเปลี่ยนสิทธิที่อธิบายไม่ได้ | รายชื่อบัญชีและสิทธิทั้งหมดตอนนี้ | ใครมีสิทธิสร้างบัญชี ผู้รับจ้างยังมีบัญชีค้างอยู่หรือไม่ |
| กล้องส่งข้อมูลไปปลายทางที่ไม่รู้จัก | บันทึกการเชื่อมต่อเครือข่ายของกล้องหรือเครื่องบันทึก | ปลายทางนั้นคือบริการที่เราจ้างไว้หรือไม่ |
| ข้อมูลย้อนหลังหายหรือถูกลบผิดปกติ | ช่วงวันที่ที่หาย และบันทึกการลบ | มีข้อมูลสำรองที่ยังใช้ได้หรือไม่ |
| เฟิร์มแวร์เปลี่ยนโดยไม่ทราบที่มา | เลขรุ่นเฟิร์มแวร์ปัจจุบัน และบันทึกการอัปเดต | ใครเป็นคนสั่ง ผู้ผลิตแจ้งเตือนไว้หรือไม่ |
| ผู้ดูแลระบบเข้าบัญชีตัวเองไม่ได้ | บันทึกการเปลี่ยนรหัสผ่านและอีเมลกู้บัญชี | มีใครเปลี่ยนค่ากู้คืนบัญชีหรือไม่ |
ถ้าสัญญาณมาจากกล้องที่เปิดให้ดูผ่านอินเทอร์เน็ตด้วยรหัสผ่านเดิมจากโรงงาน อ่านวิธีป้องกันเพิ่มได้ที่ รหัสผ่านเริ่มต้นและการเปิดดูกล้องจากระยะไกล
ภาพหลุดจากคนในหรือผู้รับเหมา ต่างจากถูกเจาะระบบอย่างไร?
ต่างที่ขั้นจำกัดเหตุและขั้นหาหลักฐาน ส่วนหน้าที่แจ้งตามกฎหมายเหมือนกัน เพราะประกาศ สคส. ข้อ 4 นับเหตุที่เกิดจากพนักงานหรือผู้รับจ้างเป็นเหตุละเมิดด้วย กรณีเจ้าหน้าที่ทำภาพหลุดต้องดูทั้งสิทธิเข้าดูภาพ และบันทึกว่าใครเปิดดูหรือส่งออกคลิป
ภาพถูกเปิดเผยโดยไม่มีอำนาจ เก็บหลักฐานว่าใครส่ง ส่งให้ใคร แล้วประเมินความเสี่ยงต่อผู้ที่ปรากฏในภาพ ก่อนตัดสินใจเรื่องแจ้ง
ตัดการเชื่อมต่อ เก็บ log แล้วตรวจว่าเข้าสำเร็จหรือไม่ ถ้าเข้าสำเร็จและดูภาพได้ ถือว่าเข้าถึงโดยไม่มีอำนาจ
ข้อ 2.3.4 ของแนวปฏิบัติ สกมช. ระบุว่าเหตุของผู้ให้บริการภายนอกที่เกี่ยวกับข้อมูล CCTV ของเราควรถูกประเมินด้วย และสัญญาควรให้ผู้ประมวลผลแจ้งเราภายใน 72 ชั่วโมงตามข้อ 8 ของประกาศ 2565 ดูต่อที่ ผู้ประมวลผลข้อมูลทำข้อมูลรั่ว ใครต้องแจ้ง
เป็นสัญญาณให้ตรวจตามข้อ 3.6.2 แต่ถ้า log ไม่พบการเข้าถึงหรือเปลี่ยนค่า ไม่ต้องรีบสรุปว่าเป็นเหตุละเมิด ให้จดผลตรวจไว้
ต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลเมื่อไร และเขียนอะไรถึงเขา?
ต้องแจ้งเมื่อเหตุนั้นมีความเสี่ยงสูงต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ตามมาตรา 37 (4) และข้อ 5 (4) ของประกาศ 2565 ส่วนจะสูงหรือไม่ ประกาศข้อ 12 ให้พิจารณาปัจจัย 8 ข้อ เช่น ประเภทของข้อมูล ปริมาณ สถานะของเจ้าของข้อมูล ความร้ายแรงของผลกระทบ และมาตรการที่ใช้อยู่
สำหรับภาพจากกล้อง ปัจจัยที่เรามักต้องชั่งคือ ภาพเห็นหน้าชัดแค่ไหน กล้องอยู่ในพื้นที่ที่คนคาดหวังความเป็นส่วนตัวสูงหรือไม่ (เช่น ทางเดินหน้าห้องพัก) มีเด็กหรือผู้สูงอายุในภาพหรือไม่ และภาพเผยแพร่ออกไปแล้วดึงกลับได้หรือไม่ ข้อเหล่านี้เป็นข้อสังเกตของทีม AIPDPA ที่ต่อยอดจากปัจจัยในข้อ 12 ไม่ใช่เกณฑ์ที่ สคส. ประกาศเฉพาะกล้อง
หนังสือถึงเจ้าของข้อมูลควรบอกว่าเกิดอะไร ข้อมูลของเขาเกี่ยวข้องแค่ไหน ผลกระทบที่อาจเกิด สิ่งที่องค์กรทำแล้ว และช่องทางติดต่อ ดูโครงในบทความ หนังสือแจ้งเจ้าของข้อมูลหลังข้อมูลรั่ว เหตุภาพจากกล้องมักมีผู้ได้รับผลกระทบเป็นลูกบ้านหรือลูกค้าที่เราไม่มีเบอร์ติดต่อ ให้คิดช่องทางแจ้งไว้ล่วงหน้า เช่น ป้ายประกาศในอาคารและอีเมลที่ลงทะเบียนไว้ (ข้อเสนอของเรา)
ควรเตรียมอะไรไว้ก่อน เพื่อไม่ต้องคิดสดในวันเกิดเหตุ?
เตรียมสามอย่างตามที่แนวปฏิบัติ สกมช. ข้อ 2.3.4 ปิดท้าย คือบทบาท ช่องทางรายงาน และผู้มีอำนาจตัดสินใจ เขียนให้ชัดว่าใครรับแจ้ง ใครสั่งตัดระบบได้ และใครเซ็นหนังสือถึง สคส.
องค์กรควรกำหนดบทบาท ช่องทางการรายงาน การยกระดับเหตุ การประเมินผลกระทบ และผู้มีอำนาจตัดสินใจให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายหรือข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกำหนด
แนวปฏิบัติข้อ 3.6.3 มีตารางมาตรการแยกตามระดับ B/E/H ซึ่งเป็นระดับความสำคัญของระบบที่เอกสารกำหนดเอง และเอกสารบอกชัดว่าไม่ใช่การจัดชั้นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ ตามตาราง การกำหนดผู้รับผิดชอบและช่องทางแจ้งเหตุ การแยกอุปกรณ์ที่สงสัย และการรายงานตามกฎหมาย เป็น "พึงปฏิบัติ" ทุกระดับ ส่วนการซ้อมกระบวนการเป็น "พึงปฏิบัติ" เฉพาะระดับ H และ "ควรพิจารณา" ที่ระดับ E
ถ้าอยากซ้อมแบบไม่ต้องเขียนแผนใหญ่ ลองใช้เหตุสมมติสั้น ๆ ในรูปแบบของ การซ้อมรับมือข้อมูลรั่ว ครั้งละครึ่งชั่วโมง โดยใช้โจทย์ "คลิปจากกล้องหลุดเข้ากลุ่มไลน์"
ระบบ AIPDPA มีทะเบียนเหตุละเมิดที่นับถอยหลัง 72 ชั่วโมงจากเวลาที่องค์กรทราบเหตุ และมีตัวช่วยตัดสินว่าต้องแจ้งใครภายในเมื่อไร ทุกการตัดสินใจต้องให้คนยืนยันและมีบันทึก ดูตัวอย่างได้ในบัญชีตัวอย่าง
ถ้าเหตุของคุณเป็นข้อมูลรั่วที่ไม่เกี่ยวกับกล้อง ให้เริ่มจาก คู่มือสั้นเรื่อง 72 ชั่วโมง
คำถามที่พบบ่อย
ภาพกล้องหลุดแต่ไม่เห็นหน้าใคร ต้องแจ้ง สคส. ไหม?
ถ้าภาพไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้และไม่โยงกับข้อมูลอื่น ก็ไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคลและไม่เข้าหน้าที่แจ้งตามมาตรา 37 (4) แต่ควรตรวจก่อนว่าเครื่องบันทึกเก็บภาพช่วงอื่นที่เห็นหน้าคนไว้ด้วยหรือไม่ และจดผลตรวจไว้
แนวปฏิบัติ สกมช. เรื่องกล้องวงจรปิดบังคับใช้ไหม?
ไม่บังคับ เอกสารเขียนไว้เองในคำนำว่าเป็นเพียงข้อเสนอแนะเบื้องต้น ไม่มีสภาพบังคับใช้ และใช้แทนกฎหมายไม่ได้ ส่วนหน้าที่แจ้งเหตุภายใน 72 ชั่วโมงมาจาก พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มาตรา 37 (4)
ถ้าแจ้ง สคส. ไม่ทันใน 72 ชั่วโมงต้องทำอย่างไร?
ข้อ 7 ของประกาศ สคส. ปี 2565 ให้ขอให้ สคส. พิจารณายกเว้นความผิดจากการแจ้งล่าช้า เมื่อมีเหตุจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องชี้แจงเหตุผลและแจ้งโดยเร็ว และไม่เกิน 15 วันนับแต่ทราบเหตุ
ผู้รับเหมาติดตั้งกล้องทำให้ภาพหลุด ใครต้องแจ้ง?
ต้องดูว่าใครเป็นผู้ควบคุมข้อมูล ถ้าเราเป็นผู้ควบคุม หน้าที่แจ้ง สคส. เป็นของเรา ส่วนผู้ประมวลผลมีหน้าที่แจ้งผู้ควบคุมตามที่สัญญากำหนด ข้อ 8 ของประกาศ 2565 ให้ใส่ไว้ในสัญญาว่าแจ้งภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ผู้ประมวลผลทราบเหตุ
พนักงานโพสต์คลิปกล้องลงโซเชียลเอง องค์กรต้องรับผิดชอบไหม?
ประกาศ 2565 ข้อ 4 นับเหตุที่เกิดจากพนักงานเป็นเหตุละเมิดได้ จึงต้องประเมินเหตุและพิจารณาแจ้งตามเงื่อนไข ส่วนความรับผิดของตัวพนักงานเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และต้องอ่านสัญญาจ้างและข้อบังคับของแต่ละที่
ตัวบทและแหล่งอ้างอิง
- พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 — มาตรา 37 (4)
- ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 — ข้อ 4 · ข้อ 5 · ข้อ 6 · ข้อ 7 · ข้อ 8 · ข้อ 12
- สคส. ตัวอย่างการประเมินความเสี่ยงของการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล (แนวทาง ไม่ใช่กฎหมาย) — ตัวอย่างที่ 1–10
- ประกาศ สคส. ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ในการแจ้งเหตุการละเมิด พ.ศ. 2568 — ข้อ 2
- แนวปฏิบัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดสำหรับประเทศไทย (TCSG) สกมช. ฉบับ 1.0.0 (แนวปฏิบัติ ไม่ใช่กฎหมาย) — คำนำ · ข้อ 2.3.4 · ข้อ 3.6.2 · ข้อ 3.6.3
ตัวบทที่ยกมาในกรอบ "ตัวบท" คัดคำต่อคำจากคลังกฎหมายของ AIPDPA ซึ่งถอดจากราชกิจจานุเบกษาและเอกสารของหน่วยงานรัฐ แล้วระบบตรวจทุกครั้งที่แก้บทความว่าตรงกับคลังทุกตัวอักษร · บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง

