ฝ่ายไอทีและฝ่ายบุคคลตรวจรายการคืนอุปกรณ์และปิดสิทธิ์ของพนักงานที่ลาออก
ทรัพย์สินทางปัญญา

พนักงานลาออกแล้วเอาลิสต์ลูกค้ากับซอร์สโค้ดไป บริษัททำอะไรได้

กฎหมายความลับทางการค้าคุ้มครองเฉพาะข้อมูลที่บริษัทดูแลให้เป็นความลับจริง ส่วน PDPA ถามกลับว่าบริษัทปล่อยให้ข้อมูลลูกค้าหลุดได้อย่างไร มาตรการชุดเดียวกันตอบได้ทั้งสองคำถาม

เผยแพร่ อ่าน 15 นาทีโดย
สรุปสั้น

พนักงานลาออกแล้วเอาลิสต์ลูกค้ากับซอร์สโค้ดไป เป็นการละเมิดความลับทางการค้า (มาตรา 6) ถ้าข้อมูลเข้านิยามมาตรา 3 คือยังไม่รู้กันทั่วไป มีมูลค่าเพราะเป็นความลับ และบริษัทมีมาตรการรักษา เหมาะกับเจ้าของกิจการและฝ่ายกฎหมาย ได้รู้ว่าขอศาลสั่งระงับชั่วคราวได้ (มาตรา 8)

  • ความลับทางการค้าต้องครบ 3 ข้อ: ยังไม่รู้กันทั่วไป มีมูลค่าเพราะเป็นความลับ และมีมาตรการที่เหมาะสมรักษาไว้ (มาตรา 3)
  • เอาไป เปิดเผย หรือใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม ในลักษณะขัดต่อการค้าที่สุจริต รวมถึงผิดสัญญา คือการละเมิด (มาตรา 6)
  • ขอศาลสั่งระงับชั่วคราวได้ก่อนฟ้องคดี (มาตรา 8) และต้องฟ้องภายใน 3 ปีนับแต่รู้ แต่ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันละเมิด (มาตรา 10)
  • บัญชีที่ยังไม่ปิดหลังพนักงานออก เปิดทางทั้งความผิดเข้าถึงระบบโดยมิชอบ และช่องโหว่ตามประกาศมาตรการความปลอดภัยของ สคส.
  • ถ้าข้อมูลที่หลุดเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ต้องประเมินเหตุละเมิดและแจ้ง สคส. ภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ เว้นแต่ไม่มีความเสี่ยง (PDPA มาตรา 37 (4))

สมมติว่าผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัทจัดจำหน่ายแห่งหนึ่งยื่นใบลาออก หนึ่งเดือนต่อมาลูกค้าประจำหลายรายเริ่มได้รับข้อเสนอราคาจากบริษัทคู่แข่ง ทีมไอทีเปิดดูบันทึกการใช้งานแล้วพบว่า สองวันก่อนยื่นใบลาออก บัญชีของเขาดาวน์โหลดรายชื่อลูกค้าทั้งหมดจากระบบ CRM พร้อมราคาขายรายลูกค้า

คำถามแรกที่ผู้บริหารถามคือ “ฟ้องได้ไหม” แต่ก่อนจะตอบได้ ต้องตอบอีกสองคำถามก่อน คือข้อมูลชุดนี้เป็นความลับทางการค้าตามกฎหมายหรือไม่ และบริษัทในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า มีหน้าที่อะไรต้องทำเองบ้าง

บทความนี้วางกฎหมายสี่ฉบับไว้ด้วยกัน ได้แก่ พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) กับประกาศที่ออกตาม PDPA และ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 สำหรับซอร์สโค้ด แล้วสรุปเป็นเช็กลิสต์วันพนักงานออกที่ใช้ได้ทั้งฝ่ายบุคคลและฝ่ายไอที

รายชื่อลูกค้าเป็นความลับทางการค้าหรือไม่?

เป็นได้ แต่ไม่ใช่โดยอัตโนมัติ มาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ความลับทางการค้า นิยาม “ข้อมูลการค้า” ไว้กว้างพอจะรวมรายชื่อลูกค้าและซอร์สโค้ด เพราะรวมถึงงานที่ได้รวบรวมหรือประกอบขึ้นและโปรแกรม

สิ่งที่สื่อความหมายให้รู้ข้อความ เรื่องราวข้อเท็จจริง หรือสิ่งใดไม่ว่าการสื่อความหมายนั้นจะผ่านวิธีการใด ๆ และไม่ว่าจะจัดไว้ในรูปใด ๆ และให้หมายความรวมถึงสูตร รูปแบบ งานที่ได้รวบรวมหรือประกอบขึ้น โปรแกรม วิธีการ เทคนิค หรือกรรมวิธีด้วย
ตัวบท พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 (ฉบับรวมแก้ไขถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2558) · มาตรา 3 (นิยาม “ข้อมูลการค้า”)

ข้อมูลการค้าจะกลายเป็น “ความลับทางการค้า” ได้ต้องผ่านอีกสามเงื่อนไขในนิยามถัดไปของมาตราเดียวกัน

ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่รู้จักกันโดยทั่วไป หรือยังเข้าถึงไม่ได้ในหมู่บุคคลซึ่งโดยปกติแล้วต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เนื่องจากการเป็นความลับ และเป็นข้อมูลที่ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาไว้เป็นความลับ
ตัวบท พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 (ฉบับรวมแก้ไขถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2558) · มาตรา 3 (นิยาม “ความลับทางการค้า”)

เงื่อนไขที่บริษัทแพ้บ่อยที่สุดคือข้อสุดท้าย “ได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาไว้เป็นความลับ” ถ้ารายชื่อลูกค้าอยู่ในไฟล์ Excel ที่ส่งกันในกลุ่มแชตทั้งบริษัท ทุกคนดาวน์โหลดได้ และไม่เคยมีใครบอกว่าเป็นความลับ บริษัทจะยืนยันได้ยากว่าดูแลข้อมูลนี้เป็นความลับมาตลอด

รายชื่อที่หาได้จากสมุดหน้าเหลืองหรือเว็บไซต์ของลูกค้าเอง ก็อาจตกเงื่อนไขข้อแรก ส่วนที่มีโอกาสเป็นความลับทางการค้าสูงกว่ามักเป็นข้อมูลที่บริษัทสะสมขึ้นเอง เช่น ราคาที่ตกลงรายลูกค้า ประวัติการสั่งซื้อ ชื่อผู้ติดต่อตัวจริง และรอบการสั่งซื้อ

แค่ไหนจึงนับเป็นการละเมิดความลับทางการค้า?

การเปิดเผย เอาไป หรือใช้ โดยไม่ได้รับความยินยอม และในลักษณะที่ขัดต่อแนวทางปฏิบัติทางการค้าที่สุจริต ผู้ทำต้องรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ด้วย มาตรา 6 เขียนไว้ดังนี้

การละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่ การกระทําที่เป็นการเปิดเผย เอาไป หรือใช้ซึ่งความลับทางการค้าโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของความลับทางการค้านั้น อันมีลักษณะขัดต่อแนวทางปฏิบัติในเชิงพาณิชย์ที่สุจริตต่อกัน ทั้งนี้ ผู้ละเมิดจะต้องรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่าการกระทําดังกล่าวเป็นการขัดต่อแนวทางปฏิบัติเช่นว่านั้น
ตัวบท พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 (ฉบับรวมแก้ไขถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2558) · มาตรา 6 วรรคหนึ่ง

มาตรา 6 วรรคสองระบุว่าการกระทำที่ขัดต่อแนวทางการค้าที่สุจริต รวมถึงการผิดสัญญา และการละเมิดหรือจูงใจให้ละเมิดความลับที่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน ข้อนี้ทำให้สัญญาจ้างและข้อตกลงรักษาความลับมีน้ำหนักมาก เพราะเป็นหลักฐานว่าพนักงานรู้ว่าข้อมูลนี้เอาไปใช้เองไม่ได้

มาตรา 7 ระบุกรณีที่ไม่ถือเป็นการละเมิด เช่น คนที่ค้นพบเองโดยอิสระด้วยความรู้ความชำนาญของตน และการทำวิศวกรรมย้อนกลับจากสินค้าที่ได้มาโดยสุจริต เว้นแต่จะตกลงกับเจ้าของหรือผู้ขายไว้เป็นอย่างอื่นโดยชัดแจ้ง ความรู้และทักษะทั่วไปที่พนักงานพกติดตัวไปจึงต่างจากไฟล์ที่ดาวน์โหลดออกไป

บริษัทใช้สิทธิทางศาลอะไรได้บ้าง และต้องรีบแค่ไหน?

ทางที่เร็วที่สุดคือขอให้ศาลสั่งระงับการละเมิดเป็นการชั่วคราว ซึ่งมาตรา 8 วรรคสองให้ทำได้ก่อนฟ้องคดี เงื่อนไขคือต้องมีหลักฐานโดยชัดแจ้ง

เมื่อมีหลักฐานโดยชัดแจ้งว่าผู้ใดละเมิดหรือกําลังจะกระทําอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นการละเมิดสิทธิในความลับทางการค้า ผู้ควบคุมความลับทางการค้าที่ถูก หรือกําลังจะถูกละเมิดสิทธินั้นมีสิทธิดังต่อไปนี้ (1) ร้องขอให้ศาลมีคําสั่งให้ผู้นั้นระงับหรือละเว้นการละเมิดสิทธิในความลับทางการค้านั้นเป็นการชั่วคราว และ
ตัวบท พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 (ฉบับรวมแก้ไขถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2558) · มาตรา 8 วรรคหนึ่ง (1)
  • ฟ้องขอคำสั่งห้ามและเรียกค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา 8 (2) โดยขอให้ศาลสั่งทำลายหรือริบเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ละเมิดได้ตามมาตรา 11
  • ค่าสินไหมทดแทน ศาลอาจให้คืนผลประโยชน์ที่ผู้ละเมิดได้รับรวมเข้าไปด้วยตามมาตรา 13 (1) และถ้ามีหลักฐานชัดแจ้งว่าละเมิดโดยจงใจหรือกลั่นแกล้งจนความลับสิ้นสภาพ สั่งค่าสินไหมเพื่อการลงโทษเพิ่มได้ไม่เกิน 2 เท่าตามมาตรา 13 (3)
  • ไกล่เกลี่ย ก่อนใช้สิทธิตามมาตรา 8 คู่กรณีตกลงให้คณะกรรมการความลับทางการค้าไกล่เกลี่ยได้ตามมาตรา 9
  • อายุความ ห้ามฟ้องเมื่อพ้น 3 ปีนับแต่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ละเมิด และไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันละเมิด ตามมาตรา 10
  • โทษอาญา ผู้ที่เปิดเผยความลับทางการค้าของผู้อื่นให้รู้กันทั่วไปจนสิ้นสภาพความลับ โดยเจตนากลั่นแกล้งให้เสียหายทางธุรกิจ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 33 และเป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 37

สังเกตว่าโทษอาญาตามมาตรา 33 จำกัดเฉพาะการเปิดเผยต่อสาธารณะโดยเจตนากลั่นแกล้ง กรณีพนักงานเอารายชื่อลูกค้าไปใช้หาลูกค้าให้บริษัทใหม่แบบเงียบ ๆ เครื่องมือหลักจึงเป็นทางแพ่งตามมาตรา 8 ถึงมาตรา 13 ซึ่งต้องอาศัยหลักฐานที่บริษัทเก็บไว้ก่อนเกิดเรื่อง

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ใช้ได้เมื่อไร?

ใช้ได้ชัดที่สุดเมื่อมีการเข้าระบบหรือข้อมูลด้วยสิทธิที่ไม่ใช่ของตน เช่น เข้าระบบหลังพ้นสภาพพนักงานแล้ว มาตรา 5 ลงโทษการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ ส่วนมาตรา 7 ลงโทษการเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์

ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ตัวบท พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 · มาตรา 7

ถ้อยคำที่ต้องอ่านช้า ๆ คือ “มาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน” พนักงานที่ยังทำงานอยู่และใช้รหัสผ่านของตัวเองดาวน์โหลดข้อมูลที่บริษัทให้สิทธิไว้ จะเข้ามาตรา 7 หรือไม่ต้องดูข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี ส่วนการใช้บัญชีเดิมหลังออกจากงานแล้ว หรือยืมรหัสของเพื่อนร่วมงาน ใกล้กับถ้อยคำของมาตรา 5 และมาตรา 7 มากกว่า

อีกกรณีที่เจอบ่อยคือคนที่ลบงานทิ้งก่อนออก มาตรา 9 ลงโทษการทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนมาตรา 5 มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่งไฟล์รายชื่อลูกค้าเข้าอีเมลส่วนตัวก่อนยื่นใบลาออกดูที่ความลับทางการค้าเป็นหลัก

ถ้าข้อมูลครบเงื่อนไขมาตรา 3 การเอาไปโดยไม่ได้รับความยินยอมและขัดต่อสัญญาเข้ามาตรา 6 ส่วนมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.คอมฯ ต้องดูว่าเกินสิทธิที่บริษัทให้หรือไม่ และฝั่ง PDPA ต้องประเมินเหตุละเมิด

ล็อกอินระบบ CRM ด้วยบัญชีเดิมหลังพ้นสภาพพนักงานเสี่ยงผิด พ.ร.บ.คอมฯ

สิทธิเข้าระบบไม่ได้มีไว้สำหรับคนที่ออกไปแล้ว ใกล้ถ้อยคำมาตรา 5 และ 7 แต่บริษัทก็พลาดเรื่องถอนสิทธิผู้ใช้งานตามประกาศมาตรการความปลอดภัย ข้อ 4 (6) (ข) เช่นกัน

ลบ repository หรือโฟลเดอร์งานทิ้งในวันสุดท้ายเสี่ยงผิดมาตรา 9

ทำให้เสียหาย ทำลาย หรือแก้ไขข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

นักพัฒนาเอาโค้ดที่ตัวเองเขียนไปใช้ต่อ โดยอ้างว่าเป็นงานของตนต้องดูสัญญาจ้าง

พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา 9 ให้ลิขสิทธิ์ในงานที่ลูกจ้างสร้างเป็นของลูกจ้าง ถ้าไม่ได้ทำเป็นหนังสือตกลงไว้เป็นอย่างอื่น ส่วนความลับทางการค้าในโค้ดต้องพิจารณาแยกตามมาตรา 3 และ 6

คู่แข่งซื้อสินค้าในตลาดไปแยกชิ้นส่วนศึกษาวิธีผลิตไม่ถือเป็นการละเมิด

มาตรา 7 (4) ยกเว้นการทำวิศวกรรมย้อนกลับจากผลิตภัณฑ์ที่ได้มาโดยสุจริต เว้นแต่ได้ทำสัญญาไว้เป็นอย่างอื่นโดยชัดแจ้ง

ซอร์สโค้ดที่พนักงานเขียน ลิขสิทธิ์เป็นของใคร?

ถ้าไม่ได้ตกลงกันเป็นหนังสือ ลิขสิทธิ์เป็นของพนักงานผู้เขียน ข้อนี้ทำให้หลายบริษัทตกใจ เพราะโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นวรรณกรรมตามนิยามในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ และมาตรา 9 วางหลักเรื่องงานของลูกจ้างไว้แบบนี้

งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ให้ลิขสิทธิ์ในงานนั้นเป็นของผู้สร้างสรรค์ แต่นายจ้างมีสิทธินำงานนั้นออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ตามที่เป็นวัตถุประสงค์แห่งการจ้างแรงงานนั้น
ตัวบท พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 · มาตรา 9

ทางแก้อยู่ที่วันเซ็นสัญญาจ้าง ไม่ใช่วันลาออก ให้มีข้อตกลงเป็นหนังสือว่าลิขสิทธิ์ในงานที่สร้างขึ้นในงานจ้างเป็นของบริษัท รายละเอียดอยู่ใน คู่มือลิขสิทธิ์งานของพนักงาน ส่วนการคุ้มครองโค้ดในฐานะความลับทางการค้าเป็นอีกชั้นหนึ่งที่ใช้คู่กันได้ ดู คู่มือปกป้องความลับทางการค้า

ถ้าข้อมูลที่ถูกเอาไปเป็นข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทมีหน้าที่อะไร?

บริษัทเป็นทั้งผู้เสียหายและผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลในเวลาเดียวกัน รายชื่อลูกค้าที่มีชื่อคน เบอร์โทร และอีเมล เป็นข้อมูลส่วนบุคคล และ PDPA ไม่ได้ยกเว้นหน้าที่ให้เพียงเพราะคนทำผิดเป็นพนักงานของบริษัทเอง

ประกาศของคณะกรรมการฯ ว่าด้วยการแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ปี 2565 นิยามเหตุละเมิดไว้กว้าง ครอบคลุมทั้งการกระทำโดยเจตนาและการกระทำโดยปราศจากอำนาจ

การละเมิดมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ที่ทำให้เกิดการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ ไม่ว่าจะเกิดจากเจตนา ความจงใจ ความประมาทเลินเล่อ การกระทำโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ข้อผิดพลาดบกพร่องหรืออุบัติเหตุ หรือเหตุอื่นใด
ตัวบท ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 · ข้อ 3 (นิยาม “การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล”)

เมื่อเข้านิยามนี้ มาตรา 37 (4) แห่ง PDPA ให้แจ้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) โดยไม่ชักช้าภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ เว้นแต่ไม่มีความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล และถ้าเสี่ยงสูงต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลพร้อมแนวทางเยียวยาด้วย

แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่สำนักงานโดยไม่ชักช้าภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุเท่าที่จะสามารถกระทำได้ เว้นแต่การละเมิดดังกล่าวไม่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
ตัวบท พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 · มาตรา 37 (4)

ในทางปฏิบัติ เส้นตาย 72 ชั่วโมงนับจากเวลาที่บริษัททราบเหตุ ซึ่งอาจเป็นวันที่ทีมไอทีเห็นบันทึกการดาวน์โหลด ไม่ใช่รอจนทนายสรุปว่าจะฟ้องหรือไม่ งานสองสายนี้จึงต้องเดินคู่กัน ลำดับการทำงานในชั่วโมงแรก ๆ อยู่ในบทความ 72 ชั่วโมงแรกหลังข้อมูลรั่ว และ คู่มือแจ้งเหตุภายใน 72 ชั่วโมง

ประกาศฉบับนั้นเขียนเรื่องพนักงานไว้ตรงจุด ข้อ 4 (6) กำหนดให้มีการบริหารสิทธิผู้ใช้งาน รวมถึงการถอนสิทธิ และให้กำหนดหน้าที่ของผู้ใช้งานเพื่อกันการทำสำเนาข้อมูลโดยมิชอบ

การกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ใช้งาน (user responsibilities) เพื่อป้องกันการเข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข ลบ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ ซึ่งรวมถึงกรณีที่เป็นการกระทำนอกเหนือบทบาทหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ตลอดจนการลักลอบทำสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ และการลักขโมยอุปกรณ์จัดเก็บหรือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
ตัวบท ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 · ข้อ 4 (6) (ค)

ข้อ 4 (6) (ข) พูดถึงการลงทะเบียนและการถอนสิทธิผู้ใช้งาน การทบทวนสิทธิ และการถอดถอนหรือปรับปรุงสิทธิการเข้าถึง ส่วนข้อ 4 (6) (ง) ให้มีบันทึกย้อนหลังการเข้าถึง แก้ไข หรือลบข้อมูล (audit trails) และข้อ 5 วรรคสองถือว่าเมื่อเกิดเหตุละเมิด บริษัทจำเป็นต้องทบทวนมาตรการ เว้นแต่เหตุนั้นไม่มีความเสี่ยง

การรั่วผ่านคนในไม่ได้มีแค่การดาวน์โหลดไฟล์ การที่พนักงานคัดลอกข้อมูลลูกค้าไปวางในเครื่องมือ AI ภายนอกก็เป็นเส้นทางเดียวกัน อ่านต่อที่ พนักงานแปะข้อมูลลูกค้าลง ChatGPT ผิดตรงไหน

เช็กลิสต์วันพนักงานลาออก ทำอะไรก่อนหลัง?

ลำดับนี้ออกแบบให้ได้สองอย่างพร้อมกัน คือหลักฐานว่าบริษัทใช้มาตรการที่เหมาะสมตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ความลับทางการค้า และการทำตามประกาศมาตรการความปลอดภัยของ สคส.

  1. วันเริ่มงาน (ก่อนเกิดเรื่อง)
    ทำข้อตกลงรักษาความลับและข้อตกลงเรื่องลิขสิทธิ์งานเป็นหนังสือ ติดป้าย “ลับ” ที่ข้อมูลสำคัญ และให้สิทธิเข้าถึงเท่าที่จำเป็นต่อหน้าที่ความลับทางการค้า ม.3 · ม.6 · ลิขสิทธิ์ ม.9 · ประกาศ สคส. ข้อ 4 (6) (ก)
  2. วันที่รับใบลาออก
    ทำรายการระบบและข้อมูลที่พนักงานเข้าถึงได้ ลดสิทธิ์ส่วนที่ไม่จำเป็นต่องานที่เหลือ และเตือนเป็นหนังสือถึงหน้าที่รักษาความลับที่ยังมีอยู่ประกาศ สคส. ข้อ 4 (6) (ข) (ค)
  3. ระหว่างช่วงแจ้งล่วงหน้า
    ตรวจบันทึกการดาวน์โหลด ส่งออก และส่งต่อข้อมูล เก็บสำเนาบันทึกไว้เป็นหลักฐานโดยไม่แก้ไขประกาศ สคส. ข้อ 4 (6) (ง)
  4. วันทำงานวันสุดท้าย
    ปิดทุกบัญชี รวมบัญชีคลาวด์และแอปที่สมัครด้วยอีเมลบริษัท เปลี่ยนรหัสที่ใช้ร่วมกัน รับคืนอุปกรณ์และสื่อบันทึกข้อมูลประกาศ สคส. ข้อ 4 (6) (ข) · พ.ร.บ.คอมฯ ม.5 · ม.7
  5. 1–7 วันหลังออก
    ตรวจบันทึกย้อนหลังอีกรอบ ถ้าพบว่าข้อมูลส่วนบุคคลถูกเอาออกไป ประเมินความเสี่ยงทันที เพราะเส้นตาย 72 ชั่วโมงนับจากวันที่ทราบเหตุPDPA ม.37 (4) · ประกาศแจ้งเหตุ ข้อ 3
  6. เมื่อพบว่ามีการนำไปใช้
    รวบรวมหลักฐาน พิจารณาขอศาลสั่งระงับชั่วคราวซึ่งทำได้ก่อนฟ้อง และนับอายุความ 3 ปีนับแต่รู้ตัวผู้ละเมิดความลับทางการค้า ม.8 · ม.10
  7. หลังปิดเรื่อง
    ทบทวนมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและบันทึกสิ่งที่แก้ไขประกาศ สคส. ข้อ 5 วรรคสอง

งานที่พลาดบ่อยคือขั้นปิดบัญชี เพราะบัญชีกระจายอยู่หลายระบบและไม่มีใครถือรายการครบ AIPDPA มีชุดมาตรการความปลอดภัยที่เทียบกับประกาศของ สคส. ให้ติดตามว่าข้อไหนทำแล้ว และทะเบียนเหตุละเมิดที่นับถอยหลัง 72 ชั่วโมงจากเวลาที่ทราบเหตุ พร้อมตัวช่วยตัดสินใจว่าต้องแจ้งใคร โดยมีคนยืนยันทุกการตัดสินใจ ดูบัญชีตัวอย่าง

คำถามที่พบบ่อย

รายชื่อลูกค้าเป็นความลับทางการค้าเสมอไหม?

ไม่เสมอ ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 ข้อมูลต้องยังไม่รู้จักกันทั่วไปหรือยังเข้าถึงไม่ได้ในวงการ มีประโยชน์เชิงพาณิชย์เพราะเป็นความลับ และบริษัทต้องได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมรักษาความลับไว้ รายชื่อที่หาได้จากแหล่งสาธารณะหรือเปิดให้ทุกคนดาวน์โหลดได้ยืนยันยาก

พนักงานลาออกแล้วเอาข้อมูลลูกค้าไป ต้องแจ้ง สคส. ไหม?

ต้องประเมิน นิยามเหตุละเมิดในข้อ 3 ของประกาศแจ้งเหตุละเมิด พ.ศ. 2565 ครอบคลุมการเข้าถึง ใช้ หรือเปิดเผยโดยปราศจากอำนาจที่เกิดจากเจตนา ถ้าเข้านิยามและมีความเสี่ยงต่อเจ้าของข้อมูล ต้องแจ้ง สคส. ภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุตามมาตรา 37 (4) แห่ง PDPA

ขอให้ศาลสั่งหยุดการใช้ข้อมูลก่อนฟ้องคดีได้ไหม?

ได้ มาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ความลับทางการค้า ให้ผู้ควบคุมความลับทางการค้าร้องขอให้ศาลสั่งระงับการละเมิดเป็นการชั่วคราว เมื่อมีหลักฐานโดยชัดแจ้ง และมาตรา 8 วรรคสองให้ทำได้ก่อนฟ้องคดีขอคำสั่งห้ามและค่าสินไหมทดแทน

อดีตพนักงานใช้บัญชีเดิมเข้าระบบบริษัท ผิดกฎหมายอะไร?

อาจเข้ามาตรา 5 (เข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ) และมาตรา 7 (เข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ) แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เพราะมาตรการป้องกันการเข้าถึงไม่ได้มีไว้สำหรับคนที่พ้นสภาพแล้ว แต่บริษัทเองก็ควรถอนสิทธิตั้งแต่วันสุดท้ายตามข้อ 4 (6) (ข) ของประกาศมาตรการความปลอดภัย

โค้ดที่พนักงานเขียน บริษัทเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ไหม?

ตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ถ้าไม่ได้ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ลิขสิทธิ์เป็นของพนักงานผู้สร้างสรรค์ นายจ้างมีสิทธินำงานออกเผยแพร่ตามวัตถุประสงค์ของการจ้าง จึงควรมีข้อตกลงเป็นหนังสือตั้งแต่วันเริ่มงาน

ตัวบทและแหล่งอ้างอิง

  1. พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 (ฉบับรวมแก้ไขถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2558) — มาตรา 3 · 6 · 7 · 8 · 9 · 10 · 11 · 13 · 33 · 37
  2. พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 — มาตรา 5 · 7 · 9
  3. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 — ข้อ 4 (6) (ข) (ค) (ง) · ข้อ 5
  4. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 — ข้อ 3 (นิยามการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล)
  5. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 — มาตรา 37 (4)
  6. พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 — มาตรา 9

ตัวบทที่ยกมาในกรอบ "ตัวบท" คัดคำต่อคำจากคลังกฎหมายของ AIPDPA ซึ่งถอดจากราชกิจจานุเบกษาและเอกสารของหน่วยงานรัฐ แล้วระบบตรวจทุกครั้งที่แก้บทความว่าตรงกับคลังทุกตัวอักษร · บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง

ลงมือในระบบได้ที่

ภูวรา ครอบตะคุ

ใครรับผิดชอบเนื้อหานี้?

เรียบเรียงโดยทีมกฎหมาย AIPDPA · ผู้รับผิดชอบเนื้อหา ภูวรา ครอบตะคุ ทนายความ · เนติบัณฑิตไทย · ที่ปรึกษากฎหมายเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญา

ใบอนุญาตทนายความ 477/2558 · เนติบัณฑิตไทย · นิติศาสตรมหาบัณฑิต กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสารสนเทศ (เหรียญทอง)

อ่านต่อ

คุ้มครองความลับทางการค้าอย่างไรให้ฟ้องร้องได้จริงตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้าข้อมูลจะเป็นความลับทางการค้าได้ต้องครบ 3 องค์ประกอบ รวมถึงมีมาตรการรักษาความลับที่เหมาะสม สรุปมาตรา 3, 6, 8 และขั้นตอนเตรียมหลักฐานให้พร้อมฟ้องมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยขั้นต่ำตาม PDPA ต้องมีอะไรบ้าง?สรุปมาตรการความปลอดภัยขั้นต่ำที่ผู้ควบคุมข้อมูลต้องมีตามมาตรา 37 (1) และประกาศคณะกรรมการฯ พ.ศ. 2565 พร้อมขั้นตอนทำจริงและหลักฐานที่ควรเก็บแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลภายใน 72 ชั่วโมง ต้องทำอย่างไรข้อมูลรั่วต้องแจ้ง สคส. ภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุตามมาตรา 37 (4) ดูขั้นตอน สิ่งที่ต้องแจ้ง ช่องทางอีเมล และวิธีรับมือเมื่อแจ้งช้าลิขสิทธิ์ในงานที่พนักงานสร้างเป็นของใคร และนายจ้างต้องทำอะไรให้เป็นของบริษัทตามมาตรา 9 ลิขสิทธิ์ในงานของลูกจ้างเป็นของลูกจ้าง เว้นแต่ทำหนังสือตกลงไว้ อ่านวิธีเขียนสัญญาให้ลิขสิทธิ์เป็นของบริษัท และต่างจากงานจ้างฟรีแลนซ์อย่างไรพนักงานเอาข้อมูลลูกค้าใส่ ChatGPT ผิดกฎหมายข้อไหนบ้างพนักงานเอารายชื่อลูกค้าหรือสัญญาไปใส่ AI สาธารณะ เสี่ยงอะไรบ้างตามแนวทาง สคส. ETDA PDPA ม.28–29 และ พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พร้อมตารางทางแก้และนโยบายตัวอย่างข้อมูลรั่ว ต้องทำอะไรบ้างใน 72 ชั่วโมงแรกข้อมูลรั่วต้องทำอะไรใน 72 ชั่วโมงแรก ตาม PDPA ม.37(4) ประกาศแจ้งเหตุ 2565 ช่องทางอีเมลของ สคส. ปี 2568 พ.ร.บ.คอมฯ ม.26 และ พ.ร.บ.ไซเบอร์ฯ ม.57 พร้อมตารางเทียบจดเครื่องหมายการค้าก่อนเปิดแบรนด์ ใครยื่นก่อนได้เปรียบจดเครื่องหมายการค้าในไทยก่อนเปิดตัวแบรนด์: อะไรจดได้ ลักษณะบ่งเฉพาะ เหตุไม่รับจด ใครยื่นก่อน อายุ 10 ปีและการต่ออายุ ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พร้อมเช็กลิสต์