ลิขสิทธิ์ในซอฟต์แวร์ที่จ้างคนนอกเขียน ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา 10 เป็นของผู้ว่าจ้าง เว้นแต่ตกลงกันไว้อย่างอื่น ซึ่งกลับกับงานของพนักงานตามมาตรา 9 ที่ลิขสิทธิ์เป็นของคนเขียน บทความนี้เหมาะกับเจ้าของธุรกิจ CTO และฝ่ายกฎหมายที่กำลังจ้างทำแอปหรือระบบ
- พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา 4 นับโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นวรรณกรรม ซอร์สโค้ดจึงได้รับความคุ้มครองแบบงานเขียน
- งานที่จ้างคนนอกทำ มาตรา 10 ให้ผู้ว่าจ้างมีลิขสิทธิ์ เว้นแต่ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
- งานที่พนักงานทำ มาตรา 9 ให้ลิขสิทธิ์เป็นของพนักงาน ถ้าไม่ได้ทำเป็นหนังสือตกลงไว้เป็นอย่างอื่น
- สัญญาโอนลิขสิทธิ์ที่ไม่กำหนดระยะเวลา มาตรา 17 ถือว่าโอนมีกำหนด 10 ปี
- อนุญาตให้เราใช้ ไม่ตัดสิทธิเจ้าของที่จะอนุญาตคนอื่นด้วย เว้นแต่หนังสืออนุญาตเขียนห้ามไว้ (มาตรา 16)
บริษัทจ้างฟรีแลนซ์หรือบริษัทซอฟต์แวร์ทำแอป ระบบหลังบ้าน หรือเว็บไซต์ จ่ายเงินครบ ได้ไฟล์มาแล้ว ก็มักเข้าใจว่าซอฟต์แวร์เป็นของบริษัท คำถามว่าเป็นของใครจริงมักโผล่ขึ้นมาในจังหวะที่ไม่สะดวกที่สุด เช่น ตอนเปลี่ยนผู้ดูแลระบบ ตอนนักลงทุนขอตรวจทรัพย์สิน หรือตอนเห็นผู้รับจ้างขายระบบหน้าตาเดียวกันให้คู่แข่ง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ตอบเรื่องนี้ไว้ แต่ไม่ตรงกับที่หลายคนคิด คำตอบขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนเขียน เขียนในฐานะอะไร และสัญญาพูดไว้ว่าอย่างไร ด้านล่างไล่ทีละชั้นจากตัวบท และบอกไว้ตรง ๆ ว่าจุดไหนที่ตัวบทยังไม่ได้ตอบ
ถ้าสงสัยเรื่องงานที่ทำด้วย AI ซึ่งเป็นอีกคำถามหนึ่ง อ่านแยกได้ที่ งานที่ทำด้วย AI ลิขสิทธิ์เป็นของใคร
ซอฟต์แวร์เป็นงานลิขสิทธิ์ประเภทไหน?
กฎหมายไทยจัดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไว้ในกลุ่มวรรณกรรม คือคุ้มครองแบบเดียวกับงานเขียน นิยามในมาตรา 4 กว้างพอจะครอบคลุมทุกภาษาโปรแกรม
“โปรแกรมคอมพิวเตอร์” หมายความว่า คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใดที่นำไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานหรือเพื่อให้ได้รับผลอย่างหนึ่งอย่างใด ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในลักษณะใด
“วรรณกรรม” หมายความว่า งานนิพนธ์ที่ทำขึ้นทุกชนิด เช่น หนังสือ จุลสาร สิ่งเขียนสิ่งพิมพ์ ปาฐกถา เทศนา คำปราศรัย สุนทรพจน์ และให้หมายความรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วย
ผลที่ตามมาคือ เจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิแต่ผู้เดียวตามมาตรา 15 ที่จะทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ และอนุญาตให้คนอื่นใช้ ส่วนคนที่ก๊อปหรือแก้โค้ดโดยไม่ได้รับอนุญาต มาตรา 30 ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์ การรู้ว่าใครเป็นเจ้าของจึงตัดสินว่าใครแก้ระบบต่อได้ และใครเอาไปขายซ้ำได้
การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่โปรแกรมคอมพิวเตอร์อันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 (5) ให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้ (1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง
จ้างคนนอกเขียน ลิขสิทธิ์เป็นของใคร?
ถ้าไม่ได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ตามมาตรา 10
งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้างบุคคลอื่น ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
ฟังดูเป็นผลดีกับผู้ว่าจ้าง แต่มีสองเรื่องที่ต้องดู เรื่องแรก ท้ายมาตรา 10 เปิดให้ตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้ สัญญาหรือข้อกำหนดการใช้บริการของบริษัทซอฟต์แวร์อาจเขียนไว้แล้วว่าผู้รับจ้างเป็นเจ้าของ ลูกค้าได้แค่สิทธิใช้ ถ้าเราเซ็นรับข้อกำหนดนั้น ข้อยกเว้นท้ายมาตรา 10 ก็ใช้ทันที
เรื่องที่สอง มาตรา 10 ไม่ได้เขียนว่าข้อตกลงต้องทำเป็นหนังสือ ต่างจากมาตรา 9 ที่ระบุไว้ชัด ข้อความในอีเมลหรือใบเสนอราคาจึงอาจถูกยกมาอ้างว่าเป็นข้อตกลงได้ ทางที่ดีคือเขียนเรื่องลิขสิทธิ์ไว้ในสัญญาฉบับเดียว และระบุว่าสัญญานั้นแทนข้อตกลงก่อนหน้าทั้งหมด
ทำไมพนักงานเขียนเอง บริษัทกลับไม่ได้ลิขสิทธิ์อัตโนมัติ?
เพราะมาตรา 9 วางหลักกลับกับมาตรา 10 งานที่สร้างในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง ลิขสิทธิ์เป็นของคนเขียน เว้นแต่ทำเป็นหนังสือตกลงไว้เป็นอย่างอื่น นายจ้างได้เพียงสิทธินำงานออกเผยแพร่ตามวัตถุประสงค์ของการจ้าง
งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ให้ลิขสิทธิ์ในงานนั้นเป็นของผู้สร้างสรรค์ แต่นายจ้างมีสิทธินำงานนั้นออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ตามที่เป็นวัตถุประสงค์แห่งการจ้างแรงงานนั้น
หลายบริษัทเชื่อว่าจ้างคนนอกเสี่ยงกว่าให้ทีมตัวเองเขียน ถ้าดูเฉพาะค่าตั้งต้นของตัวบท ผลกลับเป็นตรงกันข้าม ถ้าไม่มีข้อตกลง งานจ้างตกเป็นของผู้ว่าจ้าง ส่วนงานของพนักงานตกเป็นของพนักงาน บริษัทที่สัญญาจ้างพนักงานยังไม่มีข้อลิขสิทธิ์ควรแก้ตรงนี้ก่อน ดูรายละเอียดได้ที่คู่มือ ลิขสิทธิ์ในงานของพนักงาน
| คนเขียนโค้ด | มาตรา | ลิขสิทธิ์เป็นของ | ข้อตกลงที่เปลี่ยนผลได้ |
|---|---|---|---|
| พนักงานของบริษัทเราเอง | มาตรา 9 | พนักงานผู้เขียน (นายจ้างนำออกเผยแพร่ตามวัตถุประสงค์การจ้างได้) | ต้องทำเป็นหนังสือ |
| ฟรีแลนซ์หรือบริษัทที่เราว่าจ้าง | มาตรา 10 | ผู้ว่าจ้าง | ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น (ตัวบทไม่ได้กำหนดแบบ) |
| ผู้รับจ้างดัดแปลงโค้ดที่มีเจ้าของอยู่แล้ว | มาตรา 11 ประกอบมาตรา 13 | ผู้ดัดแปลงในส่วนที่ดัดแปลง โดยไม่กระทบสิทธิเจ้าของงานเดิม | ใช้มาตรา 9 และ 10 โดยอนุโลม |
| หน่วยงานของรัฐจ้างหรือสั่งให้ทำ | มาตรา 14 | หน่วยงานของรัฐ | ต้องตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร |
บริษัทซอฟต์แวร์ให้ลูกทีมเขียน สิทธิอาจขาดช่วงตรงไหน?
จุดนี้ตัวบทไม่ได้ตอบไว้ตรง ๆ จึงต้องระวังเป็นพิเศษ สมมติว่าเราจ้างบริษัท ก ทำระบบ คนที่เขียนโค้ดจริงคือพนักงานของบริษัท ก ไม่ใช่บริษัท ก เอง
ระหว่างพนักงานกับบริษัท ก ใช้มาตรา 9 ถ้าบริษัท ก ไม่มีหนังสือตกลงกับพนักงานไว้ ลิขสิทธิ์อาจอยู่กับพนักงาน ส่วนระหว่างบริษัท ก กับเราใช้มาตรา 10 ซึ่งพูดถึง "ผู้สร้างสรรค์" กับ "ผู้ว่าจ้าง" โดยนิยามในมาตรา 4 ผู้สร้างสรรค์คือคนที่ทำงานนั้นขึ้นจริง
“ผู้สร้างสรรค์” หมายความว่า ผู้ทำหรือผู้ก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์อย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้
เมื่อมีบริษัทคั่นกลาง สองมาตรานี้ต่อกันอย่างไร ตัวบทในคลังของเราไม่ได้บอกไว้ และเราไม่พบคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยในคลังที่ตอบเรื่องนี้ จึงไม่ควรสรุปเองว่าเราได้สิทธิครบ
โค้ดเดิมของผู้รับจ้าง ไลบรารี และโอเพนซอร์ส เป็นของใคร?
ระบบที่จ้างทำแทบไม่มีระบบไหนเขียนจากศูนย์ ผู้รับจ้างมักมีโค้ดชุดเดิมที่ใช้กับลูกค้าทุกราย และดึงไลบรารีของคนอื่นมาประกอบ มาตรา 11 ให้ผู้ดัดแปลงได้ลิขสิทธิ์ในงานที่ดัดแปลง แต่ไม่กระทบสิทธิของเจ้าของงานเดิม
งานใดมีลักษณะเป็นการดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ให้ผู้ที่ได้ดัดแปลงนั้นมีลิขสิทธิ์ในงานที่ได้ดัดแปลงตามพระราชบัญญัตินี้ แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ที่มีอยู่ในงานของผู้สร้างสรรค์เดิมที่ถูกดัดแปลง
แปลว่าต่อให้สัญญาเขียนว่าลิขสิทธิ์เป็นของเราทั้งหมด เราก็ได้ไม่เกินสิ่งที่ผู้รับจ้างมีสิทธิให้ โค้ดชุดเดิมของผู้รับจ้างยังเป็นของเขา ไลบรารีของคนอื่นยังเป็นของเจ้าของเดิมและใช้ได้ตามเงื่อนไขอนุญาตของแต่ละตัว สัญญาที่ดีจึงแนบบัญชีว่าส่วนไหนเป็นงานใหม่ ส่วนไหนเป็นโค้ดเดิมของผู้รับจ้าง และส่วนไหนเป็นของบุคคลที่สาม
ถ้าผู้รับจ้างยังถือลิขสิทธิ์ในโค้ดชุดเดิมและให้เราแค่สิทธิใช้ ต้องอ่านมาตรา 16 ประกอบด้วย
ในกรณีที่เจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ได้อนุญาตให้ผู้ใดใช้สิทธิตามมาตรา 15 (5) ย่อมไม่ตัดสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ที่จะอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธินั้นได้ด้วย เว้นแต่ในหนังสืออนุญาตได้ระบุเป็นข้อห้ามไว้
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าหนังสืออนุญาตไม่ได้เขียนห้ามไว้ ผู้รับจ้างอนุญาตให้คู่แข่งของเราใช้โค้ดชุดเดียวกันได้ ถ้าระบบนั้นเป็นจุดขายของธุรกิจ ต้องเขียนให้ชัดว่าเป็นสิทธิแต่ผู้เดียว และห้ามอนุญาตให้ใครอีกในขอบเขตใด
สัญญาเขียนว่า "โอนลิขสิทธิ์" ต้องระวังอะไร?
การโอนต้องทำเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อทั้งผู้โอนและผู้รับโอน และควรกำหนดระยะเวลาไว้ ถ้าไม่กำหนด มาตรา 17 วรรคสามถือว่าโอนมีกำหนด 10 ปี
การโอนลิขสิทธิ์ตามวรรคสองซึ่งมิใช่ทางมรดกต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอน ถ้าไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ในสัญญาโอน ให้ถือว่าเป็นการโอนมีกำหนดระยะเวลาสิบปี
รูปแบบที่ควรระวังคือ ผู้รับจ้างตกลงเป็นเจ้าของตามข้อยกเว้นของมาตรา 10 ไว้ก่อน แล้วค่อยโอนให้ลูกค้าเมื่อจ่ายงวดสุดท้าย ถ้าหนังสือโอนไม่ได้เขียนระยะเวลา สิทธิของเราตามหนังสือนั้นอาจหมดในปีที่สิบ ทั้งที่ระบบยังใช้งานอยู่ มาตรา 17 วรรคสองเปิดให้โอนตลอดอายุการคุ้มครองได้ จึงควรเขียนไว้ตรง ๆ
เจ้าของลิขสิทธิ์อาจโอนลิขสิทธิ์ของตนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้แก่บุคคลอื่นได้ และจะโอนให้โดยมีกำหนดเวลาหรือตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ก็ได้
ได้ลิขสิทธิ์แล้ว คนเขียนยังเหลือสิทธิอะไร?
ยังเหลือสิทธิตามมาตรา 18 คือสิทธิแสดงว่าตนเป็นผู้สร้างสรรค์ และสิทธิห้ามผู้รับโอนบิดเบือนหรือดัดแปลงงานจนเสียชื่อเสียงหรือเกียรติคุณ เว้นแต่ตกลงกันไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้มีสิทธิที่จะแสดงว่าตนเป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าว และมีสิทธิที่จะห้ามมิให้ผู้รับโอนลิขสิทธิ์หรือบุคคลอื่นใดบิดเบือน ตัดทอนดัดแปลงหรือทำโดยประการอื่นใดแก่งานนั้นจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง หรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์และเมื่อผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายทายาทของผู้สร้างสรรค์มีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับตามสิทธิดังกล่าวได้ตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร
ซอฟต์แวร์ต้องแก้ไขต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งาน ข้อนี้จึงไม่ควรปล่อยไว้ ให้ทำข้อตกลงเป็นหนังสือว่าผู้สร้างสรรค์จะไม่ใช้สิทธิตามมาตรา 18 กับการแก้ไขหรือดัดแปลงที่จำเป็นต่อการใช้งานของผู้ว่าจ้าง
ข้อยกเว้นในมาตรา 35 ช่วยบริษัทได้แค่ไหน?
ช่วยได้น้อยกว่าที่คิด มาตรา 35 มีเก้ากรณีที่ไม่ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรม รวมถึงการดัดแปลงในกรณีที่จำเป็นแก่การใช้ แต่ทุกกรณีมีเงื่อนไขนำหน้าว่าต้องไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไร
การกระทำแก่โปรแกรมคอมพิวเตอร์อันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ หากไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไร และได้ปฏิบัติตามมาตรา 32 วรรคหนึ่ง ในกรณีดังต่อไปนี้
บริษัทที่ใช้ระบบเพื่อทำธุรกิจอาจไม่เข้าเงื่อนไขนี้ จึงไม่ควรวางแผนโดยหวังว่ามาตรา 35 จะให้แก้บั๊กหรือต่อยอดระบบเองได้ ถ้าลิขสิทธิ์ไม่ได้เป็นของเรา ให้เขียนสิทธิแก้ไข ดัดแปลง และจ้างคนอื่นดูแลต่อไว้ในสัญญาอนุญาตให้ครบ
ซอร์สโค้ดที่ยังไม่ส่งมอบ มีกฎหมายอะไรคุ้มครองอีก?
ถ้าผู้รับจ้างเก็บซอร์สโค้ดไว้และส่งให้เราแค่ตัวโปรแกรมที่ใช้งาน การมีลิขสิทธิ์บนกระดาษก็ไม่ได้ช่วยให้เราแก้ระบบได้ ซอร์สโค้ดยังอาจเป็นความลับทางการค้าด้วย เพราะ พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 นับโปรแกรมเป็นข้อมูลการค้า
“ข้อมูลการค้า” หมายความว่า สิ่งที่สื่อความหมายให้รู้ข้อความ เรื่องราวข้อเท็จจริง หรือสิ่งใดไม่ว่าการสื่อความหมายนั้นจะผ่านวิธีการใด ๆ และไม่ว่าจะจัดไว้ในรูปใด ๆ และให้หมายความรวมถึงสูตร รูปแบบ งานที่ได้รวบรวมหรือประกอบขึ้น โปรแกรม วิธีการ เทคนิค หรือกรรมวิธีด้วย
ข้อนี้มีผลได้สองทาง ถ้าเราเป็นเจ้าของ ซอร์สโค้ดที่ยังอยู่กับผู้รับจ้างควรอยู่ใต้ข้อตกลงรักษาความลับ ถ้าผู้รับจ้างเป็นเจ้าของ เขาก็ไม่มีหน้าที่ต้องส่งมอบให้ ถ้าสัญญาไม่ได้บังคับไว้ สัญญาจึงควรกำหนดการส่งมอบซอร์สโค้ดและเอกสารประกอบในทุกงวด ดูวิธีเขียนข้อรักษาความลับได้ที่ NDA ที่ปกป้องความลับได้จริง
ก่อนเซ็นจ้างทำซอฟต์แวร์ สัญญาควรมีข้อไหนบ้าง?
เรียงจากข้อที่แก้ยากที่สุดถ้าลืม ทุกข้อผูกกับมาตราที่ยกมาข้างบน
- ระบุว่าลิขสิทธิ์ในงานใหม่เป็นของผู้ว่าจ้างตามมาตรา 10 และไม่มีข้อตกลงอื่นที่สงวนสิทธิไว้ให้ผู้รับจ้าง
- ถ้าต้องโอน ให้ทำเป็นหนังสือลงชื่อทั้งสองฝ่าย และเขียนว่าโอนตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ (มาตรา 17)
- ให้ผู้รับจ้างรับรองว่าได้สิทธิจากพนักงานและผู้รับจ้างช่วงทุกคนเป็นหนังสือแล้ว (มาตรา 9)
- แนบบัญชีโค้ดเดิมของผู้รับจ้างและซอฟต์แวร์ของบุคคลที่สาม พร้อมเงื่อนไขอนุญาตของแต่ละตัว (มาตรา 11)
- โค้ดเดิมที่ผู้รับจ้างยังเป็นเจ้าของ ให้ได้สิทธิใช้ แก้ไข และจ้างคนอื่นดูแลต่อ และระบุว่าเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวหรือไม่ (มาตรา 15 (5) และมาตรา 16)
- ทำข้อตกลงเป็นหนังสือเรื่องสิทธิตามมาตรา 18 กับการแก้ไขที่จำเป็นต่อการใช้งาน
- กำหนดการส่งมอบซอร์สโค้ด เอกสาร และสิทธิผู้ดูแลระบบในทุกงวด
- ถ้าผู้รับจ้างใช้เครื่องมือ AI ช่วยเขียนโค้ด ให้เปิดเผยและรับรองว่าไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น
ถ้าระบบที่จ้างทำต้องเก็บข้อมูลลูกค้า ผู้รับจ้างที่ดูแลระบบหลังส่งมอบอาจเป็นผู้ประมวลผลข้อมูลตาม PDPA ด้วย เรื่องนี้แยกอ่านได้ที่ ก่อนเซ็นจ้างผู้ให้บริการที่แตะข้อมูลลูกค้า ต้องเช็กอะไร
คำถามที่พบบ่อย
จ่ายเงินครบแล้ว แต่ไม่มีสัญญาเป็นหนังสือ ลิขสิทธิ์เป็นของใคร?
ถ้าเป็นงานที่จ้างให้ทำ มาตรา 10 ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ เว้นแต่ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น สิ่งที่ยากคือการพิสูจน์ว่าเป็นงานจ้างและไม่มีข้อตกลงอื่น เช่น เงื่อนไขในใบเสนอราคา ควรรวบรวมหลักฐานการจ้าง และทำหนังสือยืนยันสิทธิกับผู้รับจ้างไว้ทันที
ผู้รับจ้างเอาระบบที่ทำให้เราไปขายคนอื่นได้ไหม?
ถ้าลิขสิทธิ์เป็นของเราตามมาตรา 10 การทำซ้ำหรือดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นการละเมิดตามมาตรา 30 แต่ถ้าผู้รับจ้างยังเป็นเจ้าของและให้เราแค่สิทธิใช้ มาตรา 16 ให้เขาอนุญาตคนอื่นได้ เว้นแต่หนังสืออนุญาตเขียนห้ามไว้
ฟรีแลนซ์ที่ทำงานกับเราประจำ นับเป็นพนักงานหรือผู้รับจ้าง?
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์แยกงานที่ทำ "ในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง" (มาตรา 9) ออกจากงานที่ทำ "โดยการรับจ้างบุคคลอื่น" (มาตรา 10) แต่ไม่ได้ให้เกณฑ์แยกไว้ ต้องดูลักษณะความสัมพันธ์จริง คลังของเราไม่มีตัวบทที่ชี้ขาดเรื่องนี้ ทางที่ปลอดภัยคือเขียนเรื่องลิขสิทธิ์เป็นหนังสือไว้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นแบบใด
แก้บั๊กหรือเพิ่มฟีเจอร์เองโดยไม่ขออนุญาตผู้รับจ้าง ผิดไหม?
ถ้าลิขสิทธิ์ไม่ได้เป็นของเรา การดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาตเข้ามาตรา 30 (1) ข้อยกเว้นในมาตรา 35 (8) ที่ให้ดัดแปลงเมื่อจำเป็นแก่การใช้ มีเงื่อนไขว่าต้องไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไร จึงควรขอสิทธิแก้ไขไว้ในสัญญาตั้งแต่ต้น
หนังสือโอนลิขสิทธิ์ไม่ได้เขียนระยะเวลา ต้องทำอย่างไร?
มาตรา 17 วรรคสามถือว่าการโอนนั้นมีกำหนด 10 ปี ถ้าต้องการสิทธิยาวกว่านั้น ให้ทำหนังสือโอนฉบับใหม่ ลงชื่อทั้งผู้โอนและผู้รับโอน และระบุว่าโอนตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์
ตัวบทและแหล่งอ้างอิง
- พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 — มาตรา 4 · 9 · 10 · 11 · 16 · 17 · 18 · 30 · 35
- พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 — มาตรา 3
ตัวบทที่ยกมาในกรอบ "ตัวบท" คัดคำต่อคำจากคลังกฎหมายของ AIPDPA ซึ่งถอดจากราชกิจจานุเบกษาและเอกสารของหน่วยงานรัฐ แล้วระบบตรวจทุกครั้งที่แก้บทความว่าตรงกับคลังทุกตัวอักษร · บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง

